สั่งให้รถม้าหันกลับแล้วออกเดินทาง ชิวสุ่ยควบม้ามาหยุดตรงหน้าเจียงซูเยว่ ลดเสียงลงเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ซื่อจื่อมีคำสั่ง ให้เจียงซูเยว่รับผิดชอบค่าอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดของจ้าวผิงอัน!”
“นอกจากนี้ ฮูหยินของข้าเมตตา อนุญาตให้พวกเจ้าส่งคนหนึ่งคนเข้าไปในจวนโหวเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของจ้าวผิงอัน”
จ้าวอิ้งเผิงกำหนดให้เจียงซูเยว่เลี้ยงดูจ้าวผิงอันไปตลอดชีวิต ซูอิงลั่วไม่ต้องการให้เจียงซูเยว่ย่างกรายเข้าโหวพิทักษ์ใต้อีกแม้แต่ครึ่งก้าว ดังนั้นจึงจำต้องอนุญาตให้จวนตระกูลเจียงส่งคนเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ของจ้าวผิงอันหนึ่งคน
ชิวสุ่ยกล่าวจบก็ไม่สนใจว่าเจียงซูเยว่และคนทั้งจวนตระกูลเจียงจะมีปฏิกิริยาเช่นไร นางนำคนของโหวพิทักษ์ใต้จากไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งชั่วยามต่อมา จ้าวผิงอันถูกพาเข้าไปในโหวพิทักษ์ใต้ ก่อนจะถูกนำไปยังกระท่อมไม้หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ณ มุมตะวันตกเฉียงใต้ของจวน
กระท่อมไม้หลังนี้คือที่พำนักของมารดาเขา หลังจากถูกฮูหยินโหวพิทักษ์ใต้ขับไล่ออกจากเรือนต้าเผิงในครั้งนั้น
ชิวสุ่ยเตือนจ้าวผิงอันอย่างดุดันว่า “คุณชายผิงอัน ท่านจงฟังให้ดี กระท่อมหลังนี้กับพื้นที่ว่างโดยรอบคือบริเวณที่ท่านจะเคลื่อนไหวได้ต่อจากนี้ ห้ามก้าวออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว”
“หากกล้าวิ่งเพ่นพ่านในจวนโหว ถูกจับได้ครั้งแรกโบยยี่สิบไม้ ครั้งที่สองโบยสี่สิบไม้ ครั้งที่สามโบยหกสิบไม้!”
“อย่าได้คิดหนีออกจากจวนโหว หากหนีออกไปแล้วถูกจับกลับมา จะถูกโบยห้าสิบไม้และประหารคนสกุลเจียงหนึ่งคน หากหนีไปแล้วไม่กลับมาอีก ก็จะประหารคนทั้งจวนตระกูลเจียง!”
กล่าวจบ นางก็พาคนทั้งหมดจากไป ทิ้งจ้าวผิงอันกับหมาดำเฒ่าไว้ตามลำพัง
จ้าวผิงอันเดินไปยังกระท่อมไม้ เอ่ยอย่างเยาะเย้ยตัวเองเล็กน้อยว่า “ไม่คิดเลยว่าข้าจะกลับมาที่นี่อีก”
ในใจเขาเดือดดาล แต่ไม่ใช่เพราะตนเอง หากนึกถึงความอยุติธรรมที่มารดาเคยได้รับในครั้งนั้น
เมื่อเปิดประตูไม้ กลิ่นอับเก่าก็พวยพุ่งเข้าปะทะใบหน้า
