“เจอกันหลายครั้ง แต่จะกี่ครั้งแน่ ๆ ผมจำไม่ได้แล้ว”
หานเฉิงเย่ตอบ “ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มร่วมงานกันเจอกันบ่อยหน่อย พอสนิทกันแล้วก็ติดต่อกันทางเน็ตเป็นหลัก ถ้ามีอุปกรณ์ที่ต้องจัดการ หรือบางเรื่องไม่สะดวกพูดทางเน็ตจริง ๆ เราถึงจะนัดเจอกัน”
เฉินจี้ตงถามต่อ “เขาหน้าตาเป็นยังไง?”
“ดูอายุประมาณสี่สิบกลาง ๆ ส่วนสูงพอ ๆ กัน คิ้วซ้ายมีรอยแผลเป็นจาง ๆ อยู่หนึ่งรอย ปกติแต่งตัวธรรมดา เอาไปปนในฝูงชนก็ไม่สะดุดตา”
เฉินจี้ตงถาม “ขับรถอะไร?”
“มีรถออฟโรดสีดำคันหนึ่ง ป้ายทะเบียนผมจำได้ไม่หมด จำได้แค่ว่าลงท้ายด้วยเลขสามกับเจ็ด”
“ในโทรศัพท์สำรองของผมมีรูปถ่ายรถคันนั้นอยู่ ครั้งหนึ่งตอนนัดเจอเขาเปลี่ยนสถานที่ กลัวผมหาไม่เจอ เลยส่งรูปถ่ายรถส่งมาให้ล่วงหน้า เลขป้ายทะเบียนน่าจะติดมาด้วย”
นี่คือเบาะแสสำคัญ!
ผู้การสวีรีบทำเครื่องหมายไว้ในบันทึกทันที
“ปกติพวกคุณนัดเจอกันที่ไหน?”
“แถวตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเขตตะวันตกของเมืองเจอกันหลายครั้ง บางทีก็ในลานจอดรถ บางทีก็หาร้านอาหารแถวนั้น ต่อมาพี่เขาก็แวะมาแถวโรงแรมยุนซีเหมือนกัน แต่ไม่เคยเข้าตัวโรงแรม จะโทรให้ผมออกไปข้างนอกตลอด”
ตอนนี้หานเฉิงเย่ภายในใจพังทลายลงไปหมดแล้ว เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงบังคับปากตัวเองไว้ไม่อยู่
ส่วนเฉินจี้ตงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในฟอร์มการสอบสวนที่ดีมาก ถามยิ่งขึ้นมันส์ ยิ่งถามยิ่งละเอียด “ทุกครั้งที่นัดเจอกันเขามาคนเดียว?”
