อิโซลพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เพิ่งจะอ้าปากจะพูดอีกครั้ง เด็กสาวข้าง ๆ ก็กอดหนังสือเวทมนตร์ของตัวเอง เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง
"ฉันเอาแต่อ่านเตรียมคาถาพื้นฐานของปีหนึ่งล่วงหน้า ทั้งคาถาลูมอส คาถาลอยตัว พวกนี้ ถึงแม้คาถาจะไม่ยาก"
"แต่การควบคุมพลังเวทนี่สิสำคัญมากเลยนะ ฉันลองตั้งหลายครั้ง ไม้กายสิทธิ์ก็ไม่ยอมมีแสงสว่างสักที พวกเธอมีเคล็ดลับอะไรมั้ย"
หล่อนเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยุ่งยากกับการเรียนเวทมนตร์ ไม่ได้สนใจที่อิโซลเอ่ยถึงบ้านอื่นเลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวข้าง ๆ หล่อนก็ดันแว่นตากรอบกลมบนสันจมูก พลางคล้อยตามหัวข้อที่ลิย่าเริ่มไว้
"เคล็ดลับการออกแรงของคาถาพื้นฐานนิดหน่อยน่ะนะ พลังเวทต้องไหลจากแขนไปรวมกันที่ปลายไม้กายสิทธิ์อย่างช้า ๆ ห้ามใจร้อน ยิ่งราบเรียบเท่าไหร่ ก็ยิ่งร่ายคาถาได้ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น วันพรุ่งนี้เราไปฝึกด้วยกันได้นะ"
หล่อนหยิบแผ่นหนังแพะที่เต็มไปด้วยบันทึกออกมาจากกระเป๋าหนังสือ ด้านบนมีข้อควรระวังของคาถาและวิธีการไหลเวียนพลังเวทจดไว้อย่างละเอียด เป็นระเบียบชัดเจน ดูก็รู้ว่าเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้ามาอย่างดี
ช่วงเวลาต่อมา เด็กสาวทั้งสามก็หมกมุ่นอยู่กับหัวข้อเรื่องการเรียนเวทมนตร์โดยสมบูรณ์ เธอพูดทีฉันพูดที คุยกันอย่างออกรส
เด็กสาวกรอบแว่นกลมที่เอาแต่จดจ่อกับการเรียนมาตลอด จู่ ๆ ก็นึกถึงที่อิโซลเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ ค่อย ๆ เลื่อนแว่นขึ้น ก่อนจะทำลายความเงียบชั่วขณะ
น้ำเสียงเจือด้วยความอยากรู้อยู่บ้าง เอ่ยถึงบ้านอื่น
"จริงสิ อิโซล เมื่อกี้เธอพูดถึงสลิธีริน ที่จริงก่อนฉันมาฮอกวอตส์ ก็เคยได้ยินพ่อมดแม่มดที่เจอหลายคนพูดถึงบ้านนี้ ดูเหมือนทุกคนจะมีความรู้สึกซับซ้อนกับมันนะ"
"แน่นอน ฉันก็ได้รู้จักบ้านอื่นด้วยนะ อย่างเช่น... ได้ยินว่าเหล่าแบดเจอร์แห่งฮัฟเฟิลพัฟเชี่ยวชาญด้านอาหารอร่อยมาก..."
อิโซลได้ยินคำพูดของลูซี่ ก็ไม่ได้แปลกใจ
"ตระกูลพ่อมดเลือดบริสุทธิ์เข้มงวดกับเด็กรุ่นหลังมาก พวกเขาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสายเลือดยิ่งนัก นักเรียนสลิธีรินต่ำสุดก็มาจากสายเลือดผสม..."
"ตอนเปิดเทอมจะมีวิชาที่สองบ้านเรียนด้วยกัน ดูเหมือนเราจะเรียนกับสลิธีรินน่ะ"
"สลิธีรินเป็นแบบนั้นจริง ๆ รึ แต่ว่าการคัดสรรบ้านใช้ลักษณะนิสัยไม่ใช่รึ ทำไมถึงมีแต่สายเลือดผสมกับเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีพวกที่เกิดจากมักเกิ้ลเลยล่ะ"
อิโซลส่ายหัว หล่อนยังพอรู้เรื่องพื้นฐานของโลกเวทมนตร์พวกนี้อยู่
"หลายคนมีการรังเกียจสายเลือด คุณหนูจากยี่สิบแปดตระกูลเลือดบริสุทธิ์ใหญ่ยิ่งนักก็ยิ่งให้ความสำคัญกับสายเลือดและความแข็งแกร่ง"
ลูซี่หลุบตาลงเล็กน้อย นิ้วมือบีบชายเสื้อเบา ๆ น้ำเสียงเจือความจนใจอยู่บ้าง แต่ก็เปิดเผยตรงไปตรงมา
"พอได้เริ่มเรียนจริง ๆ ค่อยรู้เองล่ะ ได้ยินว่ากริฟฟินดอร์กับสลิธีรินมักมีเรื่องขัดแย้งกันง่าย"
"ข้อนี้สิจริง"
พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของลูซี่ก็ห่อเหี่ยวลงไปหลายส่วน เงยหน้ามองอิโซล แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา แต่ก็เจือด้วยความต่ำต้อยอยู่บ้าง
"ที่รัก ฉันอิจฉาเด็กที่พ่อแม่เป็นพ่อมดแม่มดทั้งคู่เหลือเกิน เหมือน... เหมือนเธอไง! ที่เติบโตมาในโลกเวทมนตร์ รู้กฎเกณฑ์ทุกอย่างดี"
"มีโอกาสได้เรียนความรู้มากมายล่วงหน้า ส่วนฉันต้องค่อย ๆ ตามเก็บทีละนิด แถมยังต้องปรับตัวกับสกุลเงินและอื่น ๆ อีก มันยากสำหรับฉันมากเลยนะ"
เด็กสาวเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนพยักหน้าเป็นเชิงรู้ใจ
อิโซลมองความเปลี่ยวเหงาในแววตาของลูซี่ ใจก็อ่อนลงเล็กน้อย เอื้อมมือไปตบไหล่หล่อนเบา ๆ น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น
"อย่าคิดอย่างนั้นเลย เราค่อย ๆ ทำความรู้จักสิ่งเหล่านี้ไปได้"
"ว่าแต่ว่า ฉันสนใจ เบลลาทริกซ์ แบล็ก นั่นมากเลยนะ พวกเธอเห็นเธอไหม ก็คนที่ตอนแยกบ้านไปสลิธีริน หมวกคัดสรรใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีก็ตัดสินได้น่ะ!"
เด็กสาวผมทองแทรกขึ้นมาหนึ่งประโยค
ประเด็นนี้โดนใจอิโซลพอดี จึงตอบรับไปหนึ่งประโยค "ฉันก็เหมือนกัน หล่อนสวยมาก หล่อนคือคุณหนูจากตระกูลแบล็ก หนึ่งในยี่สิบแปดตระกูลเลือดบริสุทธิ์น่ะ"
"ทั้งตระกูลของหล่อนอยู่สลิธีรินหมดเลย"
ลูซี่ "พระเจ้า! ต้องเป็นตระกูลที่เก่งกาจมากแน่เลย"
เด็กสาวผมทอง "ไปสนใจตารางเรียนวันพรุ่งนี้ก่อนเถอะเพื่อนรัก ดึกแล้ว"
"นอนกันเถอะนอนกันเถอะ......"
..................
สองอาทิตย์หลังเปิดเทอม ปราสาทฮอกวอตส์ยังคงอบอวลอยู่ในหมอกหนาวเย็นของต้นฤดูใบไม้ร่วง
ไม่กี่วันมานี้ อิโซลพบเจอเป้าหมายการพิชิตใจของตัวเองที่ฮอกวอตส์อยู่บ่อยครั้ง
ตอนกินข้าวที่ห้องโถงใหญ่ก็จะเหลือบมองไปทางโต๊ะสลิธีรินอยู่หลายครั้ง ตอนไปห้องสมุด ก็มีบางครั้งที่ได้พบกับดวงตาสีเทาคู่นั้นเช่นกัน
เบลลาทริกซ์ แบล็ก
สะดุดตาเกินไปแล้ว
ผมยาวหยิกสีดำขลับถูกจัดแต่งอย่างอ่อนนุ่ม หว่างคิ้วแฝงความหยิ่งทะนงที่ฝังลึกในกระดูก ต่อให้เพียงเดินเงียบ ๆ อยู่ท่ามกลางฝูงชนของสลิธีริน ทั่วร่างก็ราวกับมีกำแพงไร้รูปล้อมรอบอยู่ชั้นหนึ่ง ห้ามผู้ใดเข้าใกล้
หล่อนเดินนำอยู่ด้านหน้าเสมอ แผ่นหลังตั้งตรง คางเชิดขึ้นเล็กน้อย
อิโซลเคยพยายามเข้าไปทักหลายครั้ง อย่างเช่น ตอนมื้อเช้า
หล่อนยกน้ำฟักทอง เดินอ้อมไปใกล้โต๊ะยาวสลิธีรินอย่างตั้งใจให้ดูสบาย ๆ สายตาจับจ้องไปที่เบลลาทริกซ์ พยายามอย่างมากที่จะทำให้น้ำเสียงฟังดูเป็นธรรมชาติ
"คุณหนูแบล็กครับ วันนี้สลิธีรินกับเรเวนคลอมีวิชาเรียนด้วยกันนะครับ ผมคิดมาตลอดว่าคุณผลการเรียนดีมาก สามารถขอคำปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหมครับ"
เบลลาทริกซ์ไม่แม้แต่จะเหลือบตาขึ้นมา คิ้วขมวดเล็กน้อย "คุณหนูวินเนียร์? ไม่ได้"
ผลลัพธ์ที่คาดไว้อยู่แล้ว
อิโซลรู้สึกหน้าร้อนวูบขึ้นมา สายตาเย้ยหยันหลายคู่รอบ ๆ กวาดมองมา หล่อนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
กำแก้วแน่น เอ่ยขอโทษเสียงเบา "รบกวนแล้ว ขอบคุณนะครับคุณแบล็ก"
กลับไปนั่งที่ของตัวเองบนโต๊ะยาวเรเวนคลอ
ลูซี่ดึงแขนเสื้อหล่อนอย่างเป็นห่วง "อิโซล ทำไมฉันรู้สึกว่าเธอสนใจแต่คนของสลิธีรินเลยนะ"
อิโซลนิ่งเงียบแล้วพยักหน้า "ใช่ ฉันสนใจพวกคนที่เก่งมาก ๆ น่ะ ชื่นชม อยากรู้จักบ้าง"
หล่อนไม่ได้พูดตรง ๆ ว่า เบลลาทริกซ์ แบล็ก
ฐานะของอิโซลตอนนี้ ถึงจะเป็นเลือดบริสุทธิ์ แต่ต่อหน้าตระกูลเลือดบริสุทธิ์เก่าแก่อย่างแบล็กแล้ว แทบไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลย
ถ้าบอกออกไป อาจถูกมองว่าเป็นพวกต้องการเกาะตระกูลแบล็กก็ได้?
หลังจากนั้นอีกหลายวัน อิโซลพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า และก็ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า
ก่อนคาบวิชาคาถา หล่อนขยับเข้าไปใกล้เพื่อหยั่งเชิง หาเรื่องชวนคุยจากมุมของไม้กายสิทธิ์
"ไม้วอลนัทกับเอ็นหัวใจมังกร มันเหมาะกับคาถาด้านโจมตีดีมากใช่ไหมครับ คุณหนูแบล็ก"
เบลลาทริกซ์เหลือบตาขึ้นดู ก็พบว่าเป็นเรเวนคลอคนเดิมที่ชอบมาหาตัวเองอยู่บ่อย ๆ ก็หงุดหงิด กวาดสายตากลับไป
"โอ้——คุณหนูวินเนียร์"
หล่อนลากเสียงยาวเบา ๆ แล้วหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะใช้ท่าทีที่สูงส่งกว่า พร้อมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันราวกับเป็นการให้ทานเอ่ยขึ้น
"ไม่นึกเลยว่าเธอจะว่างขนาดนี้ ต้องตั้งใจวิ่งมาหาฉันถึงฝั่งสลิธีรินเพื่อคุยด้วย? ที่เรเวนคลอไม่มีใครสนใจเธอรึไง......"
หล่อนหยุดอีกครั้ง ปลายนิ้วเคาะไม้กายสิทธิ์เบา ๆ ในแววตาฉาบไว้ด้วยความดูแคลนที่ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
"แทนที่จะมาเสียเวลาพูดเปล่าอยู่ที่นี่ สู้กลับไปฝึกฝนพลังเวทย์อันน้อยนิดของตัวเองเสียให้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องร่ายคาถาพื้นฐานที่สุดพลาดโดนเท้าตัวเองเข้าสักวันนึง"
ประโยคท้ายสุดนั่น หล่อนลดเสียงให้เบาลง เจือด้วยความเย้ยหยันราวกับงูพิษแลบลิ้น
"ก็ใช่ว่าใคร ๆ ก็มีเวลาว่าง มาคุยเล่นกับคนที่ดูแลตัวเองยังไม่รอดหรอกนะ"
"ก็นะ ที่ฉันชื่นชมเธอน่ะมีแค่บนรถไฟเท่านั้นแหละ ที่ทำให้เลสแตรงจ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"
