จิ่วเยว่เงียบงันไป
ทำไมนายจ้างที่ฉันเจอถึงพูดความต้องการให้ชัดเจนไม่ได้สักคนเลยนะ?
กำจัดหมาตัวนั้นเสีย——
หมาตัวไหนกันล่ะ?
ทำไมต้องกำจัดหมาด้วย?
หมาอยู่ที่ไหน?
deadline ล่ะ?
ข้อมูลพวกนี้ไม่มีอยู่บนกระดาษ ทั้งในหัวฉันก็ไม่มีเหมือนกัน
ฉันเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน รู้จักคนแค่ไม่กี่คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมาในเมืองหลวงเลย
จิ่วเยว่โมโหจนกระโดดโลดเต้นอยู่ในห้องเป็นเวลาหนึ่งเค่อ
ในที่มืด โม่จินซึ่งซ่อนลมหายใจอย่างระมัดระวัง แอบจับตาดูจิ่วเยว่ “...?”
นางทำอะไรอยู่? เหตุใดจู่ ๆ ถึงเสียสติไปได้?
อ้อ เขารู้แล้ว! คนผู้นี้ต้องมองแผนร้ายของท่านอ๋องออกเช่นกัน ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็มีแต่ตาย นางถึงได้สิ้นหวังจนเป็นเช่นนี้กระมัง!
โม่จินยิ้มอย่างได้ใจ
จิ่วเยว่ก็ยิ้มเช่นกัน ทว่าเป็นรอยยิ้มเสแสร้ง
นางกำกระดาษออกจากประตูไป พบเพื่อนร่วมงานที่ยังคงอยู่เป็นเพื่อนนางหน้าประตู
“ท่านช่างเป็นคนดีนัก ยังอยู่รอข้าอีก” จิ่วเยว่เอ่ยชมอย่างจริงใจ และตัดสินใจให้อภัยพฤติกรรมไร้มารยาทของเพื่อนร่วมงานผู้นี้เมื่อช่วงเช้า “จริงสิ ท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าเจ้าหมาตัวที่ท่านอ๋องต้องการกำจัดอยู่ที่ใด?”
ฝูอวี่ซึ่งเพิ่งจัดแจงกำลังคนเสร็จและบังเอิญเดินผ่านมาพอดี “...”
ฝูอวี่ก้มหน้าลงอย่างแข็งทื่อเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “ใน ใน ใน ในวัง”
จิ่วเยว่ “...”
เหตุใดจู่ ๆ ถึงพูดติดอ่างขึ้นมา?
นางพยักหน้า ความคิดที่จะซักถามรายละเอียดภารกิจต่อพลันมลายไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเพียงว่า “ท่านอ๋องบอกหรือไม่ว่าต้องทำให้สำเร็จเมื่อใด?”
ฝูอวี่ตอบว่า “คื คืน คืน คืนนี้”
ก็จริง นั่นคือพระราชวังหลวง ใครเล่าจะบุกเข้าวังไปฆ่าหมากลางวันแสก ๆ!
เมื่อได้ข้อมูลสำคัญแล้ว จิ่วเยว่ก็กล่าวขอบคุณฝูอวี่ก่อนจากไป
ณ ที่เดิม ฝูอวี่หลับตาลงอย่างอดไม่ได้ โม่จินกระโดดมาข้างกายเขาอย่างรวดเร็ว แล้วดึงผมเขาพร้อมตำหนิด้วยความหงุดหงิด “นิสัยเสียที่พอรู้สึกผิดก็พูดติดอ่างนี่ เมื่อไรจะแก้เสียที! หากทำเรื่องเสียหายขึ้นมาจะทำอย่างไร!”
ฝูอวี่ไม่เอ่ยคำใด เพียงก้มตาลงต่ำ มีท่าทีเหมือนสำนึกผิด
โม่จินส่ายหน้า ก่อนลากเขาไล่ตามไป “เอาละ ๆ ข้าจะไม่บอกท่านอ๋อง รีบพาคนตามไป อีกประเดี๋ยวนางออกจากจวนแล้วหนีไปไกล...”
**
คืนนี้ยังทำภารกิจให้สำเร็จได้ ทั้งยังไม่ทันบ่าย จิ่วเยว่จึงออกจากจวนอ๋องแล้วตรงดิ่งไปยังหอสุราแห่งหนึ่ง สั่งอาหารเต็มโต๊ะแล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
หมั่นโถวเมื่อเช้านางก็กินไปไม่กี่คำ ทั้งยังต่อสู้อยู่นานจนถึงป่านนี้ แน่นอนว่านางหิวโหยแล้ว
ต่อไปจวนอ๋องคงจัดอาหารให้นางกระมัง?
จิ่วเยว่กินไปพลางคิดว่า คราวหน้าที่พบเพื่อนร่วมงานอีกครั้งค่อยถามเรื่องสวัสดิการ
แม้นางไม่ได้ตั้งใจจะมาทำงานในจวนอ๋องจริง ๆ แต่จะแสร้งทำก็ต้องแสดงให้เหมือนสักหน่อยสิ!
กินเสร็จแล้ว จิ่วเยว่ก็ถือโอกาสเที่ยวชมเมืองหลวงต่อ
ก่อนหน้านี้นางหลบอยู่ในเรือนเล็กของเจ้าฟันหลอตั้งหลายวัน ยังไม่ได้ออกมาเดินเที่ยว ต่อไปคงไม่มีเวลาว่างเช่นนี้อีกแล้ว
จากหอสุรามุ่งขึ้นเหนือ ก่อนเปลี่ยนทิศไปเดินเล่นทางตะวันออกของเมือง ได้ยินว่าทางตะวันตกของเมืองเต็มไปด้วยตรอกบุปผา นางจึงอ้อมไปทางนั้นอีกสักรอบ ทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ส่วนใหญ่ สุดท้ายแบกหาบลูกพุทราเคลือบน้ำตาล เดินกินไปพลางแจกไปพลางจนถึงทางใต้ของเมือง
เมื่อเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว จิ่วเยว่ก็ยังนั่งกินลูกพุทราเคลือบน้ำตาลไม้สุดท้ายอยู่ตรงหัวสะพาน มองชายชราแสดงกายกรรมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไร้ทีท่าว่าจะมุ่งหน้าไปวังหลวงแม้แต่น้อย
และไม่มีทีท่าว่าจะหนีด้วย
โม่จิน ฝูอวี่ และพวก “...”
โม่จินถามว่า “นางรู้หรือไม่ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว จึงฉวยโอกาสนี้ดื่มด่ำกับชีวิต?”
สิ้นเสียง ผู้คนทางฝั่งนั้นพลันแตกตื่น เสียงร้องตะโกนดังระงม ผู้คนทั้งกลุ่มเพ่งมองไป เห็นก้อนหินยักษ์หล่นลงมา ชายชราผู้แสดงกายกรรมไม่มีเวลาหลบหลีกเลย
ทุกคนต่างคิดในใจว่าต้องมีคนตายแน่แล้ว
ทว่าในชั่วพริบตาถัดมา เงาร่างปราดเปรียวพลันพุ่งเข้าไปใต้ก้อนหินยักษ์ มือหนึ่งคว้าตัวชายชราไว้ ส่วนอีกมือใช้ฝ่ามือยันก้อนหินเอาไว้
จากนั้นนางพลันเปลี่ยนฝ่ามือเป็นกำปั้น ซัดหมัดสั้นใส่ก้อนหินยักษ์ เพียงชั่วครู่ก้อนหินก็แตกออกเป็นหลายชิ้น
จิ่วเยว่ดึงชายชราออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วขมวดคิ้วมองแผลตรงหน้าผากของเขาซึ่งถูกเศษหินกระแทกแตก นางคายเมล็ดซานจาออกจากปาก ก่อนส่งตัวเขาให้เหล่าชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ
“ก้อนหินนี่ไม่ใช่อุปกรณ์ประกอบการแสดงของพวกท่านหรือ? คราวหน้าต้องระวังให้ดี ไม่เช่นนั้นการแสดงคงกลายเป็นหินใหญ่ทุบอกแตกเสียแล้ว” จิ่วเยว่ขมวดคิ้วกำชับ
เหล่าหนุ่มนักกายกรรมรีบพยักหน้าขอบคุณไม่หยุด
จิ่วเยว่โบกมือ ตบฝ่ามือสองสามครั้งแล้วเดินจากไป
คนกลุ่มหนึ่งในที่มืด “...”
คราวนี้ฝูอวี่จึงเอ่ยปาก แต่ไม่ใช่เพื่อตอบคำถาม “ฝีมือของนาง...ยังปิดบังเอาไว้”
สีหน้าของโม่จินค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้นเช่นกัน
ต้องเพิ่มคนอีกสักหน่อย
……
จิ่วเยว่สัมผัสได้ว่ามีหางตามหลังเพิ่มขึ้นมากมาย
บางส่วนตามนางมาตั้งแต่แรก บางส่วนเพิ่งตามมาเพิ่มหลังจากนางทุบก้อนหินยักษ์แตกเมื่อครู่
ไม่รู้ว่าเป็นคนกลุ่มใด แต่จิ่วเยว่ก็ไม่คิดจะไปกระชากพวกเขาออกมา
เพราะตอนนี้นางมีเรื่องที่อยากทำยิ่งกว่า——
บุกวังหลวง
ใครจะเข้าใจบ้าง? เดิมทีฉันกังวลว่าหากอยู่ในจวนอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปคงไม่มีโอกาสเข้าใกล้วังหลวง ที่ไหนได้ การทดสอบช่วงทดลองงานกลับเป็นการบุกวังหลวง!
พูดตามตรง จิ่วเยว่ตื่นเต้นสุด ๆ
ถ้าระบบรู้ว่าฉันเก่งกาจขนาดนี้ เพิ่งมาถึงเมืองหลวงไม่กี่วันก็ได้เข้าใกล้วังหลวงแล้ว มันต้องภูมิใจในตัวฉันแน่!
ต่อให้เป้าหมายสังหารในภายหลังเป็นคนในวัง การได้ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ไว้ก่อนย่อมเป็นประโยชน์ต่อการลงมือ!
แม้วันนี้นางจะออกมาเดินเล่น แต่ก็ได้ผลลัพธ์อยู่บ้าง ยามนี้จิ่วเยว่รู้ตำแหน่งของวังหลวงอย่างชัดเจนแล้ว
นางไม่รีบร้อน ค่อย ๆ เดินจากทางใต้ของเมืองไปยังบริเวณใกล้วังหลวง กะเวลาได้พอเหมาะ ยามนี้ใกล้ถึงยามจื่อแล้ว
คืนมืดลมแรงเหมาะแก่การลงมือที่สุด!
จิ่วเยว่เลียริมฝีปาก ร่างปราดเปรียวประหนึ่งภูตผี นางแนบกำแพงแล้วเริ่มปีนข้ามเข้าไปด้านใน
ด้านหลัง โม่จินและคนกลุ่มหนึ่งหยุดฝีเท้า
เมื่อจิ่วเยว่เข้าไปในวังแล้ว พวกเขาก็ไม่มีเหตุให้ตามเข้าไปอีก
โม่จินสบตากับฝูอวี่ ทั้งสองต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ พาคนหลายคนแยกย้ายไปจากบริเวณใกล้วังหลวงคนละทิศทาง
จากนี้พวกเขาเพียงรอคอย
หากจิ่วเยว่เกิดเปลี่ยนใจ ไม่กล้าไปหาเรื่องขันทีชั่วผู้นั้น พวกเขาก็จะสกัดทางหนีของนาง
หากจิ่วเยว่ฝืนใจบุกเข้าไปในถิ่นของขันทีชั่วผู้นั้น พวกเขาก็เฝ้าอยู่ที่นี่ จะได้รู้ข่าวว่านางตายหรือรอดเป็นกลุ่มแรก
**
วังหลวงมิใช่สถานที่ที่จะบุกเข้าไปได้ง่าย ๆ
วันนี้จิ่วเยว่ได้ยินคนเล่านิทานในตลาดกล่าวถึงองครักษ์ลับของราชวงศ์ในวัง ยามนี้นางก็ได้พบเข้าแล้ว
เก่งชะมัด
ไล่ฆ่าฉันไม่เลิกเลย
ขาจิ่วเยว่แทบวิ่งจนขาดแล้ว แต่คนผู้นั้นกลับมีวิชาตัวเบาไม่ด้อยไปกว่านาง ทั้งยังคุ้นเคยกับภูมิประเทศในวังมากกว่าอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าไร้ความได้เปรียบโดยสิ้นเชิง จิ่วเยว่ก็ขมวดคิ้ว ตัดสินใจในชั่วพริบตา
รับมือศัตรู!
อาวุธของอีกฝ่ายคือแส้ ส่วนนางใช้ดาบใหญ่ การโจมตีจากระยะไกลย่อมข่มการต่อสู้ระยะประชิดของนาง
หลายครั้งที่นางยังไม่ทันก้าวออกไป แส้ของอีกฝ่ายก็ฟาดมาถึงตรงหน้า บีบให้จิ่วเยว่ต้องหยุดฝีเท้าลง ได้แต่ตั้งรับก่อน
ผ่านไปหลายกระบวน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ
ทว่าจิ่วเยว่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความเร็วในการฟาดแส้ของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้น
หากเป็นยามปกติ นางอาจคิดหาทางยื้อเวลา แต่ยามนี้ทำได้เพียงเผด็จศึกโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้กำลังเสริมของอีกฝ่ายมาถึง
จิ่วเยว่กำลังครุ่นคิด จึงไม่ทันสังเกตว่าท่วงท่าการเคลื่อนไหวของตนเองก็รวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
เพียงชั่วขณะ เมื่อนางเล็งเห็นช่องว่างระหว่างที่อีกฝ่ายสะบัดแส้ จิ่วเยว่ก็ตัดสินใจเด็ดขาด ขว้างดาบใหญ่ใส่หน้าอกของอีกฝ่ายโดยตรง
หากคนผู้นั้นหลบ ก็ต้องใช้แส้ปัดดาบ
หากไม่หลบ เขาก็จะถูกดาบฟัน ส่วนนางถูกแส้ฟาด ทั้งสองฝ่ายย่อมบาดเจ็บกันทั้งคู่
จิ่วเยว่จ้องอีกฝ่ายไม่วางตา ผ่านไปครู่หนึ่ง มุมปากของนางเผยรอยยิ้มบาง ๆ
พนันถูกแล้ว
เขากลัวตาย
