“ใครจะไปรู้ล่ะ?” นางเฉียนขมวดคิ้ว ตอนนี้เธอก็ชักจะเดาไม่ถูกแล้ว
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่หลี่เหมยต่อปากต่อคำกับเธอ ช่วงนี้เธอก็ไม่ค่อยพูดด้วย เอาเวลาและแรงไปทุ่มให้บ้านหลานชายเสียส่วนใหญ่ แถมหลี่เหมยไปทำงานที่สถานีรับบริจาคเลือดแล้ว ก็ออกเช้ากลับดึกทุกวัน จะถามอะไรก็ถามไม่ได้ แต่ดูเหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนไปจริง ๆ แต่งตัวทันสมัยขึ้นเยอะ น่าจะหาเงินได้ไม่น้อย
ถ้าหลี่เหมยคบกับจี้หวยลี่ได้จริง ๆ งั้นก็รวยแล้วสิ? ตัวเธอเองก็ควรจะแสดงความห่วงใยกับหลี่เหมยบ้าง หรือไม่ก็อย่าให้อีกฝ่ายเก็บความน้อยใจในภายหลัง
เธอคิดไปคิดมา ฝั่งเฉียวฮุ่ยก็ทำให้โกรธไม่ได้ ต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ดี ๆ
“เอาเถอะ ในเมื่อหาตังค์ได้ ก็แปลว่าเป็นงานที่ดี เก็บเงินให้ดี ทำแบบเพิ่มอีกหลาย ๆ แบบ รอวันนัดตลาดแล้วค่อยเอาไปขาย ฉันกลับก่อนล่ะ” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป
หวังหงเซี่ยรีบตามไปส่งที่หน้าประตู มองจนนางเฉียนเดินไปไกลแล้วจึงหันหลังกลับเข้าบ้าน
เฉียนหมานชางกำเงินหนึ่งพันไว้ในมือแล้ว นับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตาเป็นประกาย “หนึ่งพัน หนึ่งพันจริง ๆ ด้วย เราสองคนอยู่นานขนาดนี้ยังไม่เคยเก็บเงินได้มากขนาดนี้เลย คราวนี้ดีแล้ว กลับไปเราจะได้ปลูกบ้าน!”
เฉียวหนิวฮวาขมวดคิ้วมุ่น ยังไงก็อดไม่ไหว เอ่ยปากขึ้น “พ่อ เงินนี้เราใช้ไม่ได้”
“หา?” เฉียนหมานชางมองลูกสาวด้วยความสงสัย “หนูพูดว่าอะไรนะ เงินนี้ใช้ไม่ได้? ทำไมใช้ไม่ได้? ยังไง หนูจะเก็บไว้เองหรือไง?” พูดถึงท้ายเสียงก็เคร่งขรึมลง
