เวลา 8 โมงครึ่งของเช้าวันถัดจากวันที่แม่ของเหลิ่งปิงซวงมาเยี่ยม
รถตำรวจคันหนึ่งแล่นเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลเฉิน ก่อนจอดหน้าประตูบ้านของเฉินหยาง
ตำรวจสามนายในเครื่องแบบลงจากรถ คนที่เป็นหัวหน้ามีอายุราว 40 ปี ส่วนอีกสองคนที่ตามหลังมายังหนุ่มกว่า
ภายในลานบ้าน เฉินหยางกำลังพูดคุยกับซูเม่ยเอ๋อร์ พร้อมชี้แนะวิชาหมัดให้เธอ
ตำรวจทั้งสามเดินตรงเข้ามาในลานบ้านของเฉินหยางซึ่งไม่ได้ปิดประตู
“ใครคือเฉินหยาง?” หัวหน้าตำรวจเอ่ยถาม
“ผมเอง”
เฉินหยางมองตำรวจทั้งสาม สีหน้าเรียบเฉยไร้ความหวั่นไหว
หัวหน้าตำรวจมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนกล่าวว่า
“พวกเราเป็นตำรวจจากสถานีตำรวจตำบลสุ่ยซื่อ มีคนแจ้งความว่าหลายวันก่อนคุณจงใจทำร้ายคนที่ตลาด ทำให้จ้าวเฟิงมือหัก แถมดั้งจมูกก็หักด้วย ขอเชิญคุณไปที่สถานีเพื่อให้ปากคำและให้ความร่วมมือในการสอบสวน”
จ้าวถิงถิง หลี่เหมย และหวังเซียงหลานได้ยินเสียงคนแปลกหน้าพูดคุยกัน จึงพากันออกมายืนข้างเฉินหยางในลานบ้าน
ซูเม่ยเอ๋อร์ตั้งสติได้ก่อนใคร เธอก้าวพรวดไปขวางหน้าเฉินหยาง ถลึงตามองตำรวจเหล่านั้น “พวกคุณเข้าใจผิดแล้วหรือเปล่า? จ้าวเฟิงต่างหากที่รังแกคนก่อน อาจารย์ของฉันป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย!”
“จะเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พวกเราก็ต้องสอบสวนให้ชัดเจนก่อน”
ตำรวจมองซูเม่ยเอ๋อร์ น้ำเสียงสงบ “ตอนนี้พวกเราแค่เชิญเขาไปให้ความร่วมมือในการสอบสวน เพื่อถามให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้มาจับกุมเขา”
ตำรวจกลุ่มนี้รู้ดีว่าจ้าวเฟิงเป็นคนอย่างไร ปกติเขากร่างและกดขี่คนในตลาด ชอบลวนลามผู้หญิงตามถนน แถมยังรวบรวมอันธพาลไว้ใต้บังคับบัญชาราว 20-30 คน คอยรังแกชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
จ้าวเฟิงถึงขั้นร่วมมือกับพี่น้องตระกูลหลิว เรียกเก็บค่าคุ้มครองจากพ่อค้าที่มาจากต่างถิ่น
แต่เพราะไม่มีใครแจ้งความ จึงไม่มีทั้งพยานและหลักฐานโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น พี่สาวของจ้าวเฟิงยังเป็นภรรยารองของนายกเทศมนตรี
ด้วยเหตุนี้ สถานีตำรวจก็เลยหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่งมาตลอด
