“ถูกแล้ว ถ้าพวกคุณไม่เห็นด้วยกับการร่วมทุน พอถึงสิ้นปี ในบัญชีหมู่บ้านควรแบ่งเงินให้พวกคุณเท่าไร ก็แบ่งให้เท่านั้น”
ทันทีที่เจียงจื้อหย่วนพูดจบ ก็มีคนโวยวายขึ้นมาทันที
“งั้นฉันไม่เห็นด้วยหรอก เงินของฉันไม่เอาไปละลายทิ้งหรอกนะ”
“บ้านฉันก็ไม่เห็นด้วย เงินก้อนนั้นอย่างน้อยก็เอาไปซื้อผ้าลายดอกให้ลูกสาวได้ตั้งสองฉื่อ”
“ใช่แล้ว เงินที่บ้านฉันมีรวมกันทั้งครอบครัว คงพอซื้อเนื้อหมูได้สักสามจิน”
“จะเลี้ยงหมูไปทำไมกัน บ้านฉันไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงหมูเด็ดขาด”
เจียงจื้อหย่วนมองชาวบ้านแล้วได้แต่ถอนหายใจในใจ
คนในหมู่บ้านเหล่านี้ช่างมองการณ์สั้นเหลือเกิน
ไม่ต่างจากตัวเขาในตอนนั้นเลย เหมือนกับตอนที่เขากั๊กแหล่งน้ำเอาไว้กับตัวเอง
ลองคิดให้ดี มีแต่ต้องหาทางลงมือทำเรื่องนี้ ถึงจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด หากเก็บไว้ในมือก็มีแต่จะเสียเปล่า
การประชุมเลิกแล้ว
ทุกคนต่างพากันพูดคุยถกเถียงกันไม่หยุด
เจียงจื้อหย่วนให้เวลาทุกคนสามวัน ให้กลับไปปรึกษาหารือและไตร่ตรองกันให้ดี จากนั้นค่อยมาลงทะเบียนกับนายบัญชีที่ที่ทำการทีมผลิต
ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ทุกคนก็ต้องมาลงชื่อ
แต่พอครบสามวัน ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกลับมีมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์
พูดให้ถูกคือ มีเพียงเจ็ดสิบกว่าคนที่มาลงทะเบียนว่าเห็นด้วย และเหตุผลเดียวก็คือพวกเขาไม่ต้องควักเงินของตัวเองออกมา
เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ห่างไกลจากเจตนาแรกเริ่มของเจียงจื้อหย่วนมาก
หากคนเหล่านี้ไม่เห็นด้วย พวกเขาก็ใช้เงินกองกลางของหมู่บ้านไม่ได้ เงินกองกลาง 95 เปอร์เซ็นต์ใช้ไม่ได้ ก็หมายความว่าเงินอีก 5 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือแทบไม่มีอะไรเลย
