ยวี่ชูชินพารถบรรทุกออกไปอย่างร่าเริงคึกคัก
หวังตุ่นรู้สึกโมโหขึ้นมานิดหน่อย
“เจียงซิ่วหยุนคนนี้ ฉันยังอุตส่าห์ฝากความหวังไว้สูงเชียว”
คนอื่น ๆ ในห้องมองหน้ากันไปมา
ตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรส่งเดช กลัวจะพาตัวเองเดือดร้อน เห็นท่าทางผู้จัดการหวังแล้วก็รู้ว่าเขาโกรธอยู่
ยวี่ชูชินให้คนขับขับรถตรงไปยังหมู่บ้านที่เธอติดต่อไว้
เธอเคาะประตูบ้านผู้ใหญ่บ้าน
“ผู้ใหญ่บ้านคะ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือคะว่าสหกรณ์จัดหาและจำหน่ายจะรับซื้อต้นหอมของหมู่บ้านเรา ตอนนี้ให้ชาวบ้านช่วยกันเก็บคืนนี้เลยค่ะ รถของเรามาถึงท้ายไร่แล้ว”
“สหายยวี่ มาสายไปแล้ว ต้นหอมของหมู่บ้านเราเก็บหมดแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านหาวพลางโบกมือ เตรียมจะปิดประตู ยวี่ชูชินถึงกับตกใจ
“ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน รอก่อนค่ะ
เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือคะว่าฉันจะมารับซื้อต้นหอมของหมู่บ้านเรา ทำไมผู้ใหญ่บ้านถึงกลับคำล่ะคะ”
ผู้ใหญ่บ้านเบิกตาใส่เธอ
“สหายยวี่ ตอนแรกเธอไม่ได้พูดแบบนี้นี่ เธอบอกฉันว่าทางสหกรณ์สนใจจะรับซื้อต้นหอม แต่พอถึงตอนนั้นค่อยดูสถานการณ์
อาจจะรับซื้อหรือไม่รับก็ได้ ให้ฉันรอฟังข่าวจากเธออยู่ที่บ้าน”
“ตอนแรกเราไม่ได้ตกลงกันให้แน่ชัด แล้วก็ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย”
ผู้ใหญ่บ้านปิดประตูเสียงดังโครม เกือบกระแทกจมูกยวี่ชูชินจนแบน
“ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วต้นหอมขายให้ใครไปแล้วคะ”
“ไม่ต้องถามแล้ว ฉันจะนอน ถ้าเธอยังเอะอะโวยวายอีก อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”
สุนัขในหมู่บ้านเห่ากันไม่หยุด ยวี่ชูชินจึงได้แต่พาคนขับรถไปหมู่บ้านถัดไปด้วยความขุ่นเคือง
