สิบนาทีต่อมา จางโหย่วไฉ่ก็เอาแต่เช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากไม่หยุด
น้องเขยคนนี้ถูกพ่อตาตามใจจนเสียคนจริง ๆ ดูสิ ออกมาซื้อของทั้งทีไม่รู้จักยั้งมือเลย
ซื้อทั้งเนื้อ ทั้งอาหารกระป๋องกับเถาซู แถมยังซื้อรองเท้าแตะพลาสติกมาอีกคู่
ซื้อของสะเปะสะปะไปหมด คำนวณดูแล้ว เงินแปดหยวนที่มีอยู่ในมือตอนนี้หมดเกลี้ยง แถมยังติดหนี้ร้านขายของชำอีกสองหยวน
ตอนนี้พอเห็นเจียงหลินหอบของกองโตมา จางโหย่วไฉ่ก็แทบอยากร้องไห้
ถ้าแม่กลับไปแล้วรู้ว่าเขาเอาค่าแรงทั้งหมดไปใช้จนหมด จะไม่โกรธจนเอาเรื่องเขาหรือไง
แต่เจียงหลินกลับยิ้มแล้วพูดว่า
“พี่เขย ผมมาแบบไม่ได้เตรียมของอะไรติดตัวมาด้วย พอดีเห็นว่าน้องหนูกับพี่สาวไม่มีของใช้ในห้องเลยสักอย่าง
พี่ว่าไหมล่ะ!
พี่เขยเป็นช่างฝีมือคนหนึ่ง
ปกติออกไปรับสร้างบ้านก็ได้เงินค่าแรงไม่น้อย ทำไมถึงไม่เอาใจใส่พี่สาวกับหลานสาวของผมบ้างเลยล่ะ?”
“ดูพี่สาวผมสิ ผอมจนลมพัดก็แทบจะปลิว พอยืนข้างแม่สามีแล้ว แทบไม่ต่างจากคนรับใช้ในบ้านพวกพี่เลย
ถ้าคนนอกมาเห็นเข้า คงคิดว่าคนบ้านสามีรังแกพี่สาวผมแน่ ๆ”
“แล้วยังน้องหนูอีก พี่เขย ปกติพี่ไม่เคยสนใจลูกสาวตัวเองเลยใช่ไหม?
รองเท้าผ้าของน้องหนูสึกจนเห็นนิ้วโป้งแล้ว ตามตัวก็เป็นผดผื่นเต็มไปหมด เสื้อที่ใส่อยู่ก็ปะจนเต็มไปหมด
อะไรล่ะ? มีลูกสาวอยู่คนเดียว ยังเสียดายไม่ยอมซื้อเสื้อผ้าให้น้องหนูใส่สักหน่อยหรือไง?”
เมื่อครู่จางโหย่วไฉ่ยังเป็นกังวลอยู่ในใจ ว่ากลับไปแล้วจะรับมือกับแม่อย่างไร
