“ยะ ยะ แกพูดจาเป็นพ่อเป็นปากทุกคำเลยนะ”
“ไร้มารยาทสุด ๆ”
“ที่แท้ความชอบของแกมันก็แค่ตื้นเขินขนาดนี้ ลงทุนไปแล้วก็ต้องเรียกร้องให้อีกฝ่ายตอบสนอง
ถ้าไม่ตอบสนองแกก็เลิกทันที คนแบบแกสมควรแล้วที่ถังเยว่ไม่ชอบ”
สาว ๆ สองคนพูดด้วยความเดือดดาล
พูดให้ถูกคือ หวังกุ้ยหลันกับหลิวซิ่วหมิ่นสองคนนี่ถึงได้มาเป็นเพื่อนกับถังเยว่
ด้านหนึ่งคือทั้งสองคนมีรสนิยมตรงกัน อีกด้านก็คือพวกนางได้เกาะถังเยว่พลอยได้อานิสงส์จากเจียงหลินไปด้วย
ทุกครั้งที่เจียงหลินไปต่อคิวซื้อข้าวมา ถังเยว่กินไม่หมดก็จะแบ่งให้พวกนาง อย่างวันนี้มีซาลาเปาไส้เนื้อ ถ้าถังเยว่ได้ไป ต้องแบ่งให้พวกนางคนละลูกแน่
แต่ตอนนี้เจียงหลินตื่นรู้แล้ว จะไม่หมายความว่าต่อไปพวกนางสองคนจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยงั้นเหรอ
นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้สองสาวเดือดเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ตอนนี้
“ฉันเจียงหลินน่ะตื้นเขินแบบนี้แหละ ใครอยากเป็นไอ้โง่หัวใสก็เชิญ
อย่ามายืนทำลายความอยากอาหารเราสองคนเลย”
เจียงหลินคว้าซาลาเปาไม่กี่ลูกยัดใส่มือเฉินเจียงซาน
“เจียงซาน รีบกินซาลาเปาไส้เนื้อเข้า เดี๋ยวมันเย็นแล้วจะไม่อร่อย”
ปากของเฉินเจียงซานแทบจะฉีกถึงใบหู
ถึงทางบ้านเขาจะพอมีอันจะกิน แต่เทียบกับตระกูลเจียงหลินแล้วย่อมด้อยกว่ามาก
ซาลาเปาไส้เนื้อนี่นะ กว่าจะได้กินสักมื้อต้องรอครึ่งปี
สมแล้วที่เพื่อนเลิกอาการคลั่งรัก ปุ๊บก็แบ่งปันสุขร่วมทุกข์ทันที
รู้ไหมว่าแต่ก่อนไอ้หมอนี่คอยตามต้อย ๆ ถังเยว่
ยังต้องมาขอแบ่งข้าวจากมือเขา ไม่อย่างนั้นเจียงหลินได้อิ่มท้องงั้นเหรอ
เห็นได้ชัดว่าพอไม่มีถังเยว่ คุณภาพชีวิตเพื่อนก็พุ่งพรวดทันที
ไม่ว่าหวังกุ้ยหลันกับหลิวซิ่วหมิ่นจะกระโดดลงเท้าขนาดไหน แต่ตอนนี้เจียงหลินก็คือหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก ไม่เหมือนท่าทีที่เคยมีต่อพวกนางเมื่อก่อนเลยสักนิด
แล้วตอนนี้ทุกคนก็กินข้าวเสร็จกันหมด กลับเข้าห้องเรียนแล้ว ต่างจ้องไปที่เจียงหลิน
หลัก ๆ ก็คือสิ่งที่เจียงหลินทำวันนี้คาดไม่ถึงไปหน่อย ทุกคนอยากดูว่าเจียงหลินจะทนได้ถึงเมื่อไหร่
เพราะไม่น้อยทีเดียวที่พนันกันว่าเจียงหลินอย่างมากก็ทนได้วันเดียวต้องยอมแพ้
เจียงหลินมีประวัติเสียด้วยสิ ทุกครั้งที่งอนกับถังเยว่ เขาก็จะตามง้องอนอยู่ข้างหลัง พูดจาอ่อนหวาน ร้อยตามพันว่าง่าย หยิบของดีสารพัดยื่นให้ตรงหน้าถังเยว่
ใครจะเชื่อว่าเจียงหลินไม่ชอบถังเยว่เข้าจริง ๆ
ถังเยว่วันนี้ก็โกรธเหมือนกัน เพราะตอนเที่ยงวันนี้เจียงหลินไม่ได้ใช้คูปองอาหารช่วยซื้อข้าวให้
เลยทำให้นางขายหน้าโต่งตอนเที่ยงนี้
ข้าวกับกับข้าวตักใส่ปิ่นโตเรียบร้อยแล้ว จะคืนไม่ได้แน่ แต่เงินในมือนาง剩下นิดเดียวก็เอาไปช่วยกู้สิงจือหมด
ถึงพ่อแม่จะให้เงินค่าอาหารนางก็เถอะ แต่ยุคนี้น่ะบ้านใครก็ยากจนทั้งนั้น อย่างบ้านถังเยว่ถึงจะให้เงินค่าอาหาร แต่รู้ไหมว่าวันหนึ่งอย่างมากก็แค่เหมาหนึ่งเหมา
ปี 85 นี่ ค่าอาหารวันละเหมาถือว่าไม่น้อยแล้ว แต่ก็ไม่มากเด็ดขาด
เพราะฉะนั้นค่าอาหารสามมื้อของถังเยว่ต่อวัน กินเองยังต้องกระเบียดกระเสียร ไม่ต้องพูดถึงกู้สิงจือ บ้านจนกรอบเลย
ถังเยว่ไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้เลย วันนี้ตอนควักเงินค่าอาหาร กระเบียดกระเสียรอยู่นานก็ควักไม่ออก ทุกคนจ้องมองสีหน้านาง ท่าทางนั้นทำเอานางเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่หลายที
เป็นหนุ่ม ๆ ที่ชอบนางหลายคนนี่แหละ มองแล้วจริง ๆ ก็ทนดูต่อไปไม่ได้
พวกเขาควักเงินในกระเป๋ามารวมกัน รวบรวมค่าอาหารให้นางจ่ายไป
แต่ก็เช่นกัน ถังเยว่รู้สึกว่าภาพลักษณ์สาวหยิ่งทรนงของนางพังครืนลงในชั่วพริบตา
ก็ดูสิ พวกผู้หญิงนั่นมองนางกันยังไง
ถังเยว่เกลียดเจียงหลินเข้ากระดูกดำ
ตอนเดินเข้าห้องเรียน จงใจเชิดคางสูง มองไม่ชายตาแลเจียงหลินสักนิด
นางตัดสินใจละ คราวนี้ไม่ว่าเจียงหลินจะมาขอโทษ ขอให้อภัยยังไง ก็จะไม่มีวันให้อภัยเขาเด็ดขาด
ผลคือถังเยว่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเองตั้งนาน ก็ไม่รู้สึกว่าเจียงหลินมาอยู่ตรงหน้า
แอบใช้หางตาชายตามอง ก็พบว่าเจียงหลินที่นั่งเยื้องตรงข้ามนางมีท่าทีสงบนิ่ง ถือหนังสือเล่มหนึ่งอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขาไม่แม้แต่จะชายตามองนางสักนิด
จะไปมีคำขอโทษอะไรได้?
ถังเยว่โกรธจนหน้าซีดขาว นางสาบาน คราวนี้เจียงหลินอย่าหวังจะให้นางให้อภัย
คาบเรียนที่เหลือช่างราบรื่นดุจปลาได้ว่ายน้ำ เจียงหลินหยิบหนังสือขึ้นมา เรียนก็มีท่าทางดีเหมือนกัน
หลัก ๆ ก็คือไม่รู้ทำไมความรู้ในห้องเรียนที่น่าจะลืมไปแล้ว แต่พอยกหนังสือขึ้นมากลับผุดขึ้นมาใหม่จากสมอง
เขาคิดว่าตัวเองจะกลับมาเรียนปีสามม.ปลายใหม่คงยากมาก แต่ไม่คิดว่าพอได้กลับมาแล้วสมองจะปลอดโปร่งเป็นพิเศษ อ่านอะไรก็เหมือนเห็นแล้วไม่ลืม
เจียงหลินพลิกหนังสือทั้งหมดดูคร่าว ๆ รอบนึง มุมปากก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้
ดีล่ะ คิดไม่ถึงว่าพอได้กลับมาแล้วตัวเขาเองจะต้องขยันอ่านหนังสือ มิฉะนั้นชาติก่อนเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ชาตินี้ก็คงสอบไม่ติด
ผลคือไม่คิดเลยว่าฟ้าดินให้เขากลับมา ไม่หลอกเขาจริง ๆ ถึงจะไม่มีชีทนิ้วทองอะไร แต่เหมือนสภาพร่างกายและจิตใจเปลี่ยนไป
ก็สมองที่ปลอดโปร่งระดับนี้ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่น่ามีปัญหาอะไร ก็แค่ขยันอ่าน
บวกกับสมองปลอดโปร่งตอนนี้ ถ้าสอบไม่ติดก็คงจะรู้สึกผิดกับตัวเอง
เจียงหลินตั้งใจเรียนมาก แม้แต่ครูสอนก็มองแล้วอดประหลาดใจไม่ได้
ไอ้หนูนี่วันนี้เป็นบุคคลดังในโรงเรียนเลยนะ ก็ใครบ้างจะไม่รู้เรื่องของเจียงหลินกับถังเยว่
ต่างรู้ว่าเจียงหลินเลิกกับถังเยว่ แต่ไม่คิดว่าเจียงหลินจะเอาจริง แถมเรียนจริงจังขนาดนี้ เป็นครั้งแรกเลยจริง ๆ
บทเรียนจบลงอย่างสงบราบคาบ เจียงหลินยิ้มแป้นเรียกเฉินเจียงซาน
“เจียงซาน รีบไปเร็ว!”
หมู่บ้านพวกเขาอยู่ใกล้อำเภอมาก พวกเขาเลยกลับบ้านได้ มีจักรยานกันทั้งคู่
คานคู่ ยี่ห้อหงเฟิ่ง
ถังเยว่ฟังคำพูดของเจียงหลินแล้ว
แววตาฉายแววดูถูก เจียงหลินไอ้หมอนี่แค่กำลังบอกใบ้นางให้รอเขานั่นแหละ
ถังเยว่ กู้สิงจือ เจียงหลิน เฉินเจียงซาน พวกเขาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
ที่จริงในห้องก็มีหลายคนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน
ทุกวันนางจะนั่งจักรยานของเจียงหลินไปโรงเรียนและกลับบ้าน
เจียงหลินพูดแบบนี้ ก็คือพูดกับนางไม่ใช่รึไง?
ถังเยว่จงใจเก็บกระเป๋าหนังสือช้า ๆ เก็บเครื่องเขียน
ยืดยาดอยู่ครึ่งชั่วโมง ถึงได้พากันไปกับหลิวซิ่วหมิ่นและหวังกุ้ยหลันที่โรงเก็บจักรยานโรงเรียน
หวังกุ้ยหลันกับหลิวซิ่วหมิ่นก็อยู่หมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละ แต่สองคนนั้นเกาะจักรยานคนอื่นไม่ได้แน่ ได้แต่เดินเท้ากลับ
เดินมาถึงหน้าโรงเก็บจักรยาน สองสาวก็โบกมือลาให้ถังเยว่โดยอัตโนมัติ
“ถังเยว่ เธอต้องสั่งสอนเจียงหลินให้ดีนะ อย่าให้อภัยเขาง่าย ๆ เดี๋ยวเธออย่าไปขึ้นจักรยานเขาล่ะ”
“ถ้าเขาไม่ขอโทษให้ดี ๆ เธอก็อย่าไปสนใจเขา”
ถังเยว่เม้มปากแน่น ยกมือข้างหนึ่งทำทีลูบเส้นผมที่หน้าผากไปข้างหลังเหมือนไม่ใส่ใจ นางรู้ดีว่าท่าทางนี้จะทำให้นางดูสวยขึ้นเป็นล้านเท่า
“ฉันไม่ขึ้นจักรยานนั่นหรอก ฉันไม่ได้ไร้ศักดิ์ศรีขนาดนั้น
ฉันจะไม่ให้อภัยเจียงหลิน”
พอพูดจบหันกลับมา มองไปที่โรงเก็บจักรยานโล่ง ๆ ไม่มีใครสักคน จักรยานก็เข็นออกไปหมดแล้ว
ถังเยว่เหวอไปเลย