รถม้าเคลื่อนออกจากจวนองค์ชายสาม อาเร่อและอาถูควบม้าตามประกบสองข้าง
ภายในรถม้า เมิ่งกูเซวี่ยและไป๋หลี่เฉิงโย่วนั่งชิดผนังรถคนละฝั่ง พื้นที่คับแคบอยู่แล้ว ทั้งคู่กลับนั่งห่างกันสุดระยะ
ไป๋หลี่เฉิงโย่วขมวดคิ้ว สายตากวาดมองใบหน้าของเมิ่งกูเซวี่ยหลายครั้ง สุดท้ายก็เอ่ยปากถาม
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ยินดี”
เมิ่งกูเซวี่ยก้มหน้านิ่ง
จากมุมของไป๋หลี่เฉิงโย่ว มองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างอันเรียบนิ่งของเมิ่งกูเซวี่ย ผิดแผกจากปกติที่ร่าเริงพูดเก่งราวกับคนละคน
ไป๋หลี่เฉิงโย่วคิดเล็กน้อย ขยับเข้าใกล้เมิ่งกูเซวี่ย ลดเสียงลงอย่างนุ่มนวล
“เจ้ากำลังไม่สบายใจหรือ อย่ากังวล คืนนี้ไม่ว่าจะเกิดอันใดก็อย่าพรากจากกายข้า จะไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น”
เมิ่งกูเซวี่ยได้ฟังก็เงยหน้าขึ้นทันใด สายตาจับจ้องแน่วแน่ที่ใบหน้าของไป๋หลี่เฉิงโย่ว
“เช่นนั้น คืนนี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นจริงสินะ”
ไป๋หลี่เฉิงโย่วชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็ผงกศีรษะ “ท่านพี่ใหญ่เสนอตัวจัดงานเลี้ยงกลางคืนกะทันหัน และเลือกจัดริมฝั่งแม่น้ำจิงหัว ในใจเขาคงมีแผนการอยู่”
“แผนการอันใด” เมิ่งกูเซวี่ยถามต่อ
ไป๋หลี่เฉิงโย่วอดไม่ได้ที่จะเบี่ยงหน้ามองเมิ่งกูเซวี่ยแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบ
เมิ่งกูเซวี่ยเห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ยืดตัวตรง พิงแผ่นหลังเข้ากับผนังรถอีกครั้ง แล้วหัวเราะเย็นชา
“ไป๋หลี่ ตลอดปีนี้เจ้าดีต่อข้ามากพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตามใจทุกอย่างในยามปกติ หรือคำมั่นในงานหมั้นที่ว่าหนึ่งชีวิตหนึ่งคู่ครอง”
“คุณหนูในนครหลวงล้วนอิจฉา พากันว่าองค์หญิงต่างแคว้นอย่างข้าราวกับเหยียบขี้หมา โฉมไม่งามไร้ภูมิหลัง กลับได้รับความโปรดปรานจากเจ้าเพียงนี้”