องครักษ์พวกนั้นประหนึ่งกำลังเกี่ยวฟางข้าว สีหน้าสงบนิ่งยกกระบี่ยาวขึ้นหมายปลิดชีพผู้คนเบื้องหน้า
เหล่าขุนนางหญิงในวังร่ำไห้โหยหวน ถอยหลังกรูดอย่างสิ้นหวัง ระส่ำระสายอลหม่าน
ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องสังหารดังแว่วมาจากระยะไกล กลบเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของผู้คนในตำหนัก
เหล่าขุนนางหญิงในวังนิ่งงันไปชั่วขณะ จากนั้นไม่นานก็มีผู้ส่งเสียงตะโกนขึ้นว่า “ใช่ทัพหยงบุกเข้ามาหรือไม่”
“ข้าได้ยินว่า ทัพหยงไม่สังหารผู้บริสุทธิ์ บางทีเราอาจยังมีชีวิตรอด!”
“ถูกแล้ว ข้าไม่อยากตายดอก!”
ผู้คนที่เดิมทีสิ้นหวัง พลันเห็นความหวังริบหรี่ ความฮึกเหิมที่มอดดับก็กลับลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
บางคนคว้าเก้าอี้ข้างกายพุ่งเข้าใส่เหล่าองครักษ์ พลางร้องตะโกนลั่นว่า
“รีบหนีไป!”
“ข้าไม่อยากตาย!”
เหล่าขุนนางหญิงในราชสำนักไม่มีวันคาดคิด ว่าในวันหนึ่งผู้คนจากแคว้นอริจะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตพวกนางไว้
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
ทั่ววังมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลั่น เหล่าทหารหยงที่บุกรุกเข้ามาในราชสำนักล้วนประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยังแยกย้ายกันเข้าโจมตีตำหนักต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ
เชอผิงจิ่นปฏิบัติตามคำสั่งของปรมาจารย์เชอ นำกองทัพหยงมาถึงวังหลวง ยามนี้เขายิ่งรอคอยมิได้ นำเฉียวจงกั๋วเดินไปยังตำหนักหย่างซิน!
เฉียวจงกั๋วสังเกตเห็นความร้อนรนของเชอผิงจิ่น คิ้วขมวดน้อยๆ เลือนรางสัมผัสได้ถึงเบื้องลึกบางประการ
เมื่อทุกคนเร่งรุดมาถึงตำหนักหย่างซิน ภายในกลับมีแสงสว่างไสวดุจกลางวัน แต่ประตูตำหนักปิดสนิท
เชอผิงจิ่นแทบจะวิ่งเข้าไป ถีบประตูอย่างแรงจนเปิดออก
เฉียวจงกั๋วตามมาอย่างกระชั้นชิด ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับเหนือความคาดหมาย