“ผู้ใดอยู่ที่นั่น! ไท่จื่อคิดก่อกบฏ จงถอดเสื้อคลุมมังกรให้เจิ้น แล้วจับโยนเข้าคุกหลวงเสีย!”
ฮ่องเต้หยงทรงพระสุรเสียงเยือกเย็น สะท้านผู้คนจนหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน
“ฝ่าบาท ทรงมิอาจกระทำเช่นนี้ได้!”
ขุนนางทั้งโถงตำหนักล้วนร้องขอประทานอภัยโทษแก่ไท่จื่อ
หวงกงกงสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง เขารู้ดีว่า ฝ่าบาททรงไม่ถูกต้องเสียแล้ว!
หากราชโองการนี้ตกลงปลงไปแล้ว เมื่อทรงฟื้นคืนสติย่อมต้องเสียพระทัยตรอมพระทัยจนมิอยากดำรงพระชนม์อยู่อีกเป็นแน่!
คิดถึงคราหกฟุจื่อยังสามารถเปล่งสัตยาธิษฐานว่า “ขออย่าหวนกลับชาติมาเกิดอีก” เพื่อความถูกต้องเพียงประโยคเดียว เขาหวงเผยฐานะขันทีคนสนิทข้างพระวรกายฝ่าบาท ผู้รู้จักฝ่าบาทดียิ่งกว่าใคร จักทนดูฝ่าบาททรงกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร!
คิดถึงตรงนี้ หวงเผยก้าวเท้าอย่างโซซัดโซเซ เดินโงนเงนเข้าไปถึงเบื้องพระยุคลบาท แล้วคุกเข่ากอดพระชงฆ์ของฮ่องเต้หยงพลางทูลร้องว่า
“ฝ่าบาท ทรงกระทำเช่นนี้มิได้!”
“หม่อมฉาน... หม่อมฉานมีความผิด! หม่อมฉานเห็นแก่ชีวิตตน มิกล้าทูลความจริง!”
“อันที่จริงเมื่อปีที่แล้ว คราวที่ทรงรับสั่งให้หม่อมฉานจัดการตี๋ไจ้อิงนั้น หม่อมฉานได้ยินคำพึมพำของเขาในยามใกล้ขาดใจ!”
“ฝ่าบาท เขาเรียกว่า ‘ไป๋เอ๋อ’ ต่อองค์ชายรอง!”
“องค์ชายรองเป็นบุตรของเขาแน่แท้ ฝ่าบาททรงเลิกกระทำผิดเสียเถิด การนี้มีแต่จะทำให้คนรักเจ็บปวด ศัตรูสมหวัง!”
“ไท่จื่อทรงมีพระจริยวัตรงดงาม ทรงเมตตากรุณา ทรงเคารพผู้เป็นบิดา เป็นถึงรัชทายาทที่ฝ่าบาททรงพร่ำสอนมาเองกับพระหัตถ์!”
“รับสั่งนี้... รับสั่งนี้จะผลักไท่จื่อให้ตกลงเหวลึกมิอาจหวนคืนได้เลย!”
“ฝ่าบาท!”
หวงเผยเปล่งเสียงด้วยความร้าวราน ร่างชรานั้นคุกเข่าอยู่แทบพระบาทของฮ่องเต้หยง สั่นสะท้านมิหยุด