เมื่อการประกาศเจตนารมณ์ปราบเหนือที่ถานฮั่นฉือเรียบเรียงแพร่สะพัดไปทั่วข่งไห่โหย่ว อานุภาพของตัวอักษรก็เริ่มสำแดงฤทธิ์
ขบวนของเฉียวจงกั๋วมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ตลอดทางล้วนมีขุนนางและราษฎรเฝ้ารออยู่ริมทาง บ้างบริจาคเสบียง เวชภัณฑ์ หรือเงินทอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเด็กชราเข้าแถวส่งถึงสองข้างทาง
แรกเริ่มเฉียวจงกั๋วยังไม่อาจหักห้ามใจปฏิเสธความปรารถนาดีของทุกคนได้ ทว่ายิ่งมีผู้ทำตามมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ผ่านแคว้นหนึ่งจำต้องส่งคนไปประกาศล่วงหน้า ปฏิเสธการช่วยเหลือทั้งปวง
จนปัญญา เนื่องจากการเดินทางครานี้ก็เร่งรุดหน้ามาตลอด เครื่องยาและเสบียงที่นำมาล้วนมีจำนวนจำกัด หากมากเกินกลับจะกระทบความเร็วในการเดินทางขึ้นเหนือ
หากทุกคนมีใจปรารถนาดีเช่นนี้ รอให้เขาตรวจดูสถานการณ์ที่อู่ติ้งก่อน หากจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือ ก็ย่อมส่งจดหมายขอความช่วยเหลือมาเอง
อีกทั้งยังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับทางหมอหลวงโจว
แต่เดิมก่อนออกเดินทาง คณะหมอซึ่งมีหมอหลวงโจวเป็นหัวหน้ามีทั้งสิ้นสามสิบสองคน ทว่าระหว่างทางก็มีหมอสมัครใจเสนอตัวเสมอ ถึงขั้นเก็บห่อข้าวของมารออยู่ข้างทางตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ขอยกขบวนไปด้วยกัน
หมอหลวงโจวคาดไม่ถึงภาพเช่นนี้จริง ๆ อ้าปากเฒ่าเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลคืออีกไม่ถึงสิบวัน กลับมีคนเพิ่มขึ้นถึงห้าสิบสามคน!
ทางด้านหมอนั้น เฉียวจงกั๋วมอบอำนาจให้หมอหลวงโจวตัดสินใจเด็ดขาด นับประสาการพาคนติดไปอีกหน่อยผลกระทบกลับไม่มากนัก
การขึ้นเหนือครานี้ กองทัพตระกูลเฉียวที่ถอดเกราะศึกมาเนิ่นนานแล้วเปรียบได้กับการ "หวนสู่อาชีพเดิม"
เฉียวจงกั๋วสั่งให้เฉียวตี้อี้และเซียวเชียนเยว่นำกำลังพลหนึ่งพันนายเคลื่อนทัพล่วงหน้า เร่งรุดไปยังชายแดนเหนือเพื่อสืบสถานการณ์จริงเท็จ ทางฝั่งท่านอาฉียวและผู้เฒ่าคนอื่น ๆ ก็ช่ำชองหลายพื้นที่ สามารถให้ความช่วยเหลือจากอีกทางได้