ตำหนักฉงหัว
ประทับในตำหนักที่ร้างรามาเกือบปี องค์ชายรองทรงใช้นิ้วพระหัตถ์เคาะลงบนโต๊ะยาวเนื้อเรียบเนียนวิจิตร กลับทรงรู้สึกไม่คุ้นชินเสียอย่างนั้น
หลิวอวิ๋นเฝ้าอยู่ข้างกาย แม้นางจะพยายามปิดบังอารมณ์ของตนแล้ว ทว่าบนใบหน้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบางออกมา
ตลอดเกือบปีนี้ นางทุ่มเทกายใจเฝ้ารักษาตำหนักฉงหัว และทุ่มเทกำลังสร้างเครือข่ายสายลับในวังขึ้นใหม่ด้วยความยากลำบาก
นางรู้ว่าองค์ชายจะต้องเสด็จกลับมา ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น
“หลิวอวิ๋น ช่วงเวลานี้ลำบากเจ้าแล้ว” องค์ชายรองตรัสเสียงนุ่มนวล
หลิวอวิ๋นรู้สึกปลื้มปีติจนออกนอกหน้า รีบส่ายศีรษะ “องค์ชาย นี่เป็นหน้าที่ของบ่าวเพคะ”
เวลานี้ จูเฟิงเดินเข้ามาจากนอกตำหนัก เต็มไปด้วยฝุ่นธุลีจากการเดินทาง
“องค์ชาย เมิ่งกูเซวี่ยออกจากจวนแล้ว ทิศทางที่นางไป คาดว่าเป็นจวนกั๋วกงเหยี่ยนโจว!”
องค์ชายรองทรงฟังแล้วพระขนงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “จวนกั๋วกงเหยี่ยนโจวงั้นหรือ?”
สีหน้าของจูเฟิงก็ปรากฏความฉงนขึ้นเช่นกัน
“องค์ชาย ผู้น้อยไม่เคยได้ยินว่าเมิ่งกูเซวี่ยกับคุณหนูจวนกั๋วกงเหยี่ยนโจวมีมิตรสัมพันธ์อันใด แต่การไปเยือนในเวลานี้ ย่อมเป็นเพราะการพระราชทานสมรสเมื่อเช้านี้เป็นแน่”
แววพระเนตรขององค์ชายรองผ่านความคิดคำนึงครู่หนึ่ง ทรงส่ายพระเศียรช้าๆ “ไม่ คงไม่ง่ายดายเพียงนั้น”
เสียงเคาะเป็นจังหวะแผ่วเบาดังขึ้น จูเฟิงและหลิวอวิ๋นรู้ว่านี่คือกิริยาที่องค์ชายมักทำเวลาทรงครุ่นคิด จึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
พักใหญ่ เสียงเคาะก็ชะงักลงฉับพลัน องค์ชายรองทรงแย้มสรวลแผ่วเบา