เสี่ยวซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ยื่นมือออกไปหาท่านพี่ของตน
เสิ่นหยวนจ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะอาบด้วยความเอ็นดู เอื้อนวาจานุ่มนวลว่า “ดูเหมือนท่านพี่จะไม่ได้โอบกอดเสี่ยวซื่อมานานแล้ว”
เขาก้มตัวลงอุ้มเสี่ยวซื่อขึ้นมา โยกเบา ๆ ในอ้อมแขน ใบหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย “เสี่ยวซื่อโตขึ้นมากแล้ว”
เสี่ยวซื่อมองท่านพี่ในระดับสายตา บัดนี้กลับอดไม่ได้ที่จะเม้มปาก “ท่านพี่ มีใครมาเป่าหูท่านพี่หรือไม่?”
เสิ่นหยวนจ้านได้ฟังก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ยิ้มถามว่า “เหตุใดเสี่ยวซื่อจึงกล่าวเช่นนั้น?”
เสี่ยวซื่อยกนิ้วขึ้นนับอย่างจริงจัง “เสี่ยวซื่อเพิ่งหกขวบ ยังไม่ถึงวัยข้องเกี่ยวราชกิจเลยขอรับ! แต่วันนี้ท่านพี่กลับให้เสี่ยวซื่อมานั่งฟัง เสี่ยวซื่อเห็นว่าท่านพี่ตั้งใจทำให้ผู้คนได้เห็น”
เสิ่นหยวนจ้านฟังถึงตรงนี้ อดมิได้ที่จะโอบแขนแน่นขึ้น สีหน้าเอ่อท้นด้วยความชื่นชมและความรักใคร่
“เสี่ยวซื่อของเราช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก”
เสิ่นหยวนจ้านพบว่าเมื่อได้เป็นจอมราชันย์ จะได้ยินเสียงต่าง ๆ มากมาย ทั้งการคาดเดา ระแวงสงสัย ประจบสอพลอ หรือแม้แต่หยั่งเชิง มีทุกอย่าง
ในฎีกาที่ได้รับมาหลายวันนี้ นอกจากคำติเตียนเฉียวจงกั๋วแล้ว ยังมีข้อกังขาต่อเสี่ยวซื่ออีกด้วย ถ้อยคำเสียดแทงคมกริบ
วันนี้เขาจงใจเรียกเสี่ยวซื่อมาร่วมหารือราชการด้วยกัน เขาต้องการให้เหล่าขุนนางที่ถวายฎีกานั้นรู้ว่า เขากับเสี่ยวซื่อผูกพันกันด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่อาจให้ผู้ใดมายุแยงตะแคงรั่วได้
เสิ่นหยวนจ้านอุ้มเสี่ยวซื่อไปประทับบนบัลลังก์มังกรหลังโต๊ะหยก แล้วจึงเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่นว่า
“เสี่ยวซื่อ ฐานะทำให้เป็นเช่นนี้ ต่อไปอาจมีใครมาพูดจาไม่เหมาะไม่ควรต่อหน้าท่านพี่ ต่อหน้าเสี่ยวซื่อ”