เมื่ออ่านจบอักษรตัวสุดท้าย ม่อเชียนไต้ก็ค่อย ๆ หลับตาลง ครึ่งค่อนวันก็ไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ
รองแม่ทัพฉางยืนอยู่ด้านข้าง แม้เขาจะไม่เคยเห็นเนื้อหาในจดหมายนั้นด้วยตาตนเอง แต่ข่าวที่ส่งมาก็เพียงพอให้เขาหวั่นใจจนอกสั่นขวัญแขวนแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย แม่ทัพเพิ่งทราบข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพน้อย ซึ่งเบื้องหลังนั้นก็ฝีมือขององค์ราชันไม่อาจหลีกเลี่ยง บัดนี้องค์ราชันยังคุมขังจวนสกุลม่อด้วยข้อหาเล่าลืออีก นี่มัน......
“ดี......ดีนัก......”
ม่อเชียนไต้พลันเอ่ยวาจา น้ำเสียงทุ้มต่ำ แต่สั่นเครือ
รองแม่ทัพฉางเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือไล่คนส่งข่าว เกรงว่าผู้อื่นจะได้ยินสิ่งไม่สมควรได้ยิน
เมื่อเห็นคนผู้นั้นถอยออกไปแล้ว รองแม่ทัพฉางจึงเอ่ยเสียงเบา “แม่ทัพ?”
ม่อเชียนไต้มิตอบ เขาพลันหมุนตัวเปิดม่านกระโจม พึ่งก้าวเท้าเข้าไป ก็สำลักกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
คราบโลหิตแดงฉาน ร่วงหล่นลงข้างศพของม่อหย่งหลิน สะเทือนตาสะเทือนใจยิ่ง
รองแม่ทัพฉางเห็นดังนั้น ก็รู้สึกเพียงเหน็บหนาวในทรวง จมูกพลันแสบร้อน รีบกรูเข้าไปประคองม่อเชียนไต้ พลางร้องด้วยความตกใจ “แม่ทัพ!”
ม่อเชียนไต้มิตอบโต้ แต่กลับกำแขนของรองแม่ทัพฉางไว้แน่น หว่างคิ้วเขาเครียดขเจ้า ดวงตาดุดัน กัดฟันกรอดพลางเอ่ยด้วยความเคียดแค้น
“มันบีบบังคับข้ามาถึงเพียงนี้ มันบีบบังคับข้ามาถึงเพียงนี้!!!”
รองแม่ทัพฉางยำเกรงม่อเชียนไต้มักมากก็จริง ทว่าความภักดีของเขาก็มิอาจตั้งข้อกังขาได้เช่นกัน
เขากวาดตามองภายในกระโจม สายตาหยุดลงยังแผนที่ศึกที่ปักตั้งอยู่ด้านข้าง จับจ้องไปยังราชธานีที่ถูกหมายเหตุไว้เป็นพิเศษนั้น อยู่ ๆ ก็ฮึกเหิมอาจหาญเปล่งเสียงว่า
“ท่านแม่ทัพ สู้ท่าน—ก่อการเถิด!”
ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในใจของรองแม่ทัพฉางมาหลายปีแล้ว เพียงเอ่ยปากในบัดนี้ ความคับแค้นใจที่สั่งสมมาเพื่อม่อเชียนไต้ตลอดหลายปีก็พรั่งพรูออกมาจนหมดสิ้น