ข่าวความเคลื่อนไหวโดยละเอียดของขบวนมุ่งเหนือในที่สุดก็ส่งมาถึงเบื้องหน้าสองพ่อลูกสกุลม่อ
เมื่อได้ฟังว่าองครักษ์ที่ติดตามมามีเพียงสามร้อยนาย สีหน้าของม่อหย่งหลินก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“น้อยถึงเพียงนี้?”
ตามหลักแล้ว การเดินทางของอ๋องแห่งแว่นแคว้น ทั้งยังมุ่งสู่ชายแดนเหนือที่เต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน องครักษ์ติดตามสักพันนายยังนับว่าน้อยด้วยซ้ำ
หน่วยสอดแนมผู้นั้นคารวะแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพน้อย ข้าน้อยมิได้หยุดพักทั้งกลางวันและกลางคืน ติดตามสืบมาสามวันแล้ว ยังไม่พบว่ามีกำลังอื่นใดซ่อนเร้นอยู่ในที่มืด แต่องครักษ์เหล่านั้นปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นยอดมิต้องสงสัย”
ม่อหย่งหลินขมวดคิ้วมองบิดาของตน “ท่านพ่อ ไม่ว่าอย่างไร แค่สามร้อยคนก็น้อยเกินไปแล้ว หรือว่าเฉียวจงกั๋วจะทิ้งไม้เด็ดอะไรไว้ให้ลูกชาย?”
ม่อเชียนไต้คิ้วเขม็ง ใจก็เคลือบแคลงไม่ต่างกัน
ยามนั้นหน่วยสอดแนมก็เร่งเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า “ไม่เพียงเท่านั้น ในขบวนยังมีเด็กหญิงคนหนึ่ง ติดตามอยู่เคียงข้างเฉียวเทียนจิงไม่ห่างกันเลยสักนิด น่าจะเป็นบุตรสาวคนเล็กของท่านเฉียว”
“อะไรนะ?”
ม่อหย่งหลินได้ยินพลันร้องเสียงเข้มขึ้นฉับพลัน สีหน้าไม่อยากเชื่อ ทว่าก็ตั้งสติได้รวดเร็ว เอ่ยขึ้นด้วยโทสะ
“ท่านพ่อ นี่ต้องเป็นการยั่วโทสะเราของเฉียวจงกั๋วเป็นแน่!”
ศึกใหญ่ที่ชายแดนเหนือใกล้จะปะทุอยู่แล้ว โรคระบาดก็ยังไม่ดับสูญ เฉียวจงกั๋วกลับให้เฉียวเทียนจิงพาบุตรสาวน้อยมาที่นี่ นี่มันอะไรกัน?
การยั่วโทสะที่โจ่งแจ้งถึงเพียงนี้ คิดว่าเราไม่กล้าลงมือจริง ๆ หรือ!
เมื่อเทียบกับความเดือดดาลของม่อหย่งหลิน ม่อเชียนไต้กลับขมวดคิ้วพึมพำ “หรือว่านี่คือการเอาบุตรสาวตนมาใช้กลยุทธ์ยั่วยุของเฉียวจงกั๋ว?”
ม่อเชียนไต้มองเฉียวจงกั๋วสูงส่งยิ่งนักมาโดยตลอด ระมัดระวังไม่ให้ประมาทศัตรูจนคิดการณ์ไม่รอบคอบ ทว่าครานี้เขาคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าเฉียวจงกั๋วพาบุตรสาวน้อยออกจากในเมืองหลวงมาจะมีเจตนาอื่นใดอีก