มีคน!
เจียงหมิงเจามองผ่านม่านเตียงสีเขียวพร่าเลือน เห็นเงาร่างหนึ่งรางๆ อยู่ตรงมุมห้อง เป็นนางกำนัลคนที่ทายาให้นาง
นางยังยืนอยู่ตรงนั้น มองดูความอัปยศยามที่นางดิ้นรนทุกอย่าง
“ไม่... อย่า...”
······
อวี้หวยจิ่นกำลังโน้มกายลง
พลันตระหนักว่าเด็กสาวไม่ดิ้นรนมานานแล้ว แม้แต่เสียงสะอื้นแผ่วเบานั้นก็เงียบหายไป
เขายื่นมือปัดปอยผมที่แก้มของนางออก เห็นใบหน้างดงามดุจภาพวาดซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาปิดสนิท มุมปากมีรอยเลือดซึมเป็นสาย
อวี้หวยจิ่นบีบปลายคางของนางไว้แน่น เลือดทะลักออกจากปากไม่ขาดสาย ต่อให้ห้ามก็ห้ามไม่อยู่
ในห้วงสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบ เจียงหมิงเจาได้ยินเสียงคำรามของบุรุษว่า
“ไปตามหมอหลวง!”
······
ลมปลายวสันต์หอบกลิ่นหอมหวานของดอกไหวพัดผ่านกระเบื้องเคลือบบนกำแพงวัง
เจียงหมิงเจากำลังปีนป่ายอยู่บนต้นไหวเก่าแก่ที่สูงที่สุดในอุทยานประจิมอย่างสุดกำลัง
“องค์หญิง รีบลงมาเพคะ” พ่านซิงยืนร้อนใจอยู่ใต้ต้นไม้ กระทืบเท้าไม่หยุด
เด็กหญิงไม่สนใจ เอื้อมมือไปคว้าช่อดอกไหวที่บานสะพรั่งที่สุดบนกิ่ง
จังหวะที่ปลายนิ้วแตะช่อดอก นางเหลือบเห็นขบวนเสด็จสีเหลืองอร่ามเลี้ยวผ่านระเบียงมาแต่ไกล
แย่แล้ว เสด็จพ่อ!
ในความลนลาน เท้าของเจียงหมิงเจาลื่นไถล ร่างทั้งร่างพลันเอนวูบไปด้านข้าง เสียงอุทานดังระงม นางรีบใช้สองแขนกอดกิ่งไม้ไว้แน่น ร่างแกว่งกลางอากาศสองสามครั้ง ก่อนจะทรงตัวได้ในที่สุด
ใบไหวร่วงกราวลงมา
เมื่อหายตื่นตระหนก นางก็เห็นเสด็จพ่อมายืนอยู่ใต้ต้นไม้ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ฉลองพระองค์สีเหลืองอร่ามโดดเด่นท่ามกลางใบไม้เขียวที่ปลิวว่อน
ยามนี้พระองค์กางพระกรอยู่ใต้ต้นไม้ เงยพระพักตร์มองนาง รอรับนางหากพลัดตกลงมา
เจียงหมิงเจานอนคว่ำอยู่บนต้นไม้ ฉีกยิ้มให้พระองค์ หัวใจพลันเต้นรัว นางสูดลมหายใจลึก แล้วคลายมือที่กอดลำต้นออก กางแขนทั้งสองข้างราวกับนกน้อยตัวจริง—
“เสด็จพ่อ!”
นางกระโจนลงมา กระโปรงสีเหลืองนวลพลิ้วบานกลางอากาศ ดุจดอกอิงชุนที่เบ่งบานทวนลม
สายลมหวีดหวิวผ่านข้างหู กลิ่นบุปผาและไอแห่งอิสรภาพอบอวล
กาลเวลาในสายตาของนางทอดยาวออกไป ยาวนานจนมองเห็นความตกตะลึงที่วูบผ่านพระเนตรของเสด็จพ่อ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก
จากนั้นนางก็ร่วงลงสู่อ้อมพระกรอย่างมั่นคง
ก่อนที่พระองค์จะกริ้ว เจียงหมิงเจาก็ฉวยโอกาสโอบพระศอ ซุกใบหน้ากับพระอังสา
“เหลวไหล” สุรเสียงของฮ่องเต้ดังขึ้นเหนือศีรษะ ฟังไม่ออกว่าตำหนิ มีเพียงความจนพระทัยที่ตามใจอยู่บ้าง “หากเจิ้นรับเจ้าไว้ไม่ทันจะทำอย่างไร?”
“เสด็จพ่อต้องรับลูกไว้ได้แน่” เจียงหมิงเจาเงยหน้า ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
ฮ่องเต้ตบหลังนางเบาๆ “โตป่านนี้แล้วยังซุกซนเช่นนี้อีก”
เจียงหมิงเจากระโดดลงจากอ้อมพระกร เพิ่งสังเกตเห็นว่าคนในตำหนักของนางต่างก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ลูกสำนึกผิดแล้ว” เจียงหมิงเจาคำนับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเหลือบตาขึ้นหมายลอบมองสีพระพักตร์เสด็จพ่อ แต่กลับสบเข้ากับดวงตาดำสนิทคู่หนึ่ง
เด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างพระวรกายฮ่องเต้ ดูมีอายุมากกว่านางไม่กี่ปี คิ้วกระบี่ดวงตาดาว ใบหน้าหล่อเหลาจนยากจะพรรณนา บนบ่ามีใบไม้ที่เพิ่งถูกนางทำให้ร่วงลงมา
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นสายตาของนาง จึงชี้ไปยังเด็กหนุ่ม “นี่คืออวี้หวยจิ่น บุตรชายแม่ทัพพิทักษ์เป่ย ต่อไปจะเป็นเพื่อนเรียนของเจ้า”
เด็กหนุ่มประสานมือคารวะ น้ำเสียงใสกังวานดุจหยกกระทบกัน “อวี้หวยจิ่นถวายคำนับองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงหมิงเจาเอียงศีรษะมองเขา แสงตะวันลอดผ่านต้นไหว ทาบเงาจางๆ ลงบนแพขนตาของเขา
·····
