ควันดำทะมึนถักทอเป็นตาข่ายมหึมาจนแทบหายใจไม่ออก ปกคลุมราชธานีที่กำลังดับสิ้นลงอย่างรวดเร็วแห่งนี้
ภายในตำหนักไท่เหอ เปลวเทียนสั่นไหวระริกอยู่ในโคมทองแดง สะท้อนภาพความวุ่นวายทั่วบริเวณ แผ่นกระดาษปลิวว่อนตามแรงลม อากาศอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น
ศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น จักรพรรดิเว่ยชักกระบี่เปื้อนเลือดออกจากอกขันทีคนสุดท้าย โลหิตกระเซ็นเปื้อนฉลองพระองค์สีดำสนิท พู่หยกหน้าผากสั่นไหวกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ทว่ากลับกลบแววตาหม่นหมองแทบคลุ้มคลั่งคู่นั้นไม่มิด
เขาหันกลับมา เลือดไหลอาบคมกระบี่ลงไปกองเป็นแอ่งสีแดงฉานแทบเท้า สายตาว่างเปล่าทอดไปยังเด็กสาวที่คุกเข่าอยู่กลางตำหนัก
เด็กสาวมีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี เบ้าตาลึกโหล ใต้ตาคล้ำจางๆ ใบหน้าอิดโรยจากการอดหลับอดนอนมาหลายวัน ทว่าก็ยังไม่อาจบดบังความงามหมดจดที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
กลิ่นหอมจากเครื่องหอมหลวงผสานกับควันศึกในร่างเดียวกัน กระดูกหยกดุจเครื่องเคลือบ งามล้ำเลิศเหนือผู้ใด
จักรพรรดิเว่ยยกกระบี่ด้วยมือข้างเดียว ก้าวเข้าหาเด็กสาวทีละก้าว เลือดลากเป็นทางยาวคดเคี้ยวอยู่เบื้องหลัง
ในที่สุด
เขาหยุดยืนตรงหน้านาง มือที่กำด้ามกระบี่สั่นระริกอย่างรุนแรง ทว่ายังคงฝืนยกกระบี่ขึ้น ปลายกระบี่จ่อห่างจากลำคอนางเพียงไม่กี่ชุ่น
“เจาเจา...เจ้าตกไปอยู่ในมือกบฏพวกนั้นไม่ได้ พวกมันจะ...สู้ให้เสด็จพ่อเป็นคนลงมือสังหารเจ้าเอง...เสด็จพ่อทำเพื่อเจ้า ไม่ได้...ไม่ได้...”
ถ้อยคำของเขาสับสนวกวน ปะปนความเด็ดขาดอันไร้ทางถอยกับความโศกเศร้าที่เกินจะสะกดกลั้น
“เจาเจา”
พระสุรเสียงของจักรพรรดิขาดห้วง “อย่ากลัว ไม่เจ็บหรอก...ประเดี๋ยวเดียว บนเส้นทางสู่ปรโลก เสด็จพ่อ...เสด็จพ่อจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ปลายกระบี่ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ เจียงหมิงเจาน้ำตาคลอ มองบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยทะนุถนอมนางไว้ในอุ้งมือ และคอยปกป้องนางใต้ปีก
บัดนี้เส้นผมข้างขมับขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยลึก ราวกับแก่ชราลงไปกว่าสิบปีในชั่วคืน
นอกตำหนัก เสียงทหารกบฏกระแทกประตูดังสะเทือนฟ้า ทว่าสิ่งที่นางเห็นมีเพียงความลังเลในดวงตาของเขา
ถึงเพียงนี้แล้ว เขาก็ยังตัดใจโทษนางไม่ลง
เสด็จพ่อ
นางค่อยๆ หลับตาลง
จักรพรรดิเว่ยร่ำไห้ด้วยความโศกศัลย์ คมกระบี่เย็นเยียบแทงเข้าไปเพียงเล็กน้อย ทันใดนั้น—
“โครม!!!”
ประตูตำหนักซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจสูงสุดถูกแรงมหาศาลกระแทกเปิด เศษไม้กระเด็นว่อน ฝุ่นคละคลุ้ง เสียงเกราะกระทบกันกึกก้องดุจคลื่นทะลักเข้ามา
ทว่าเจียงหมิงเจากลับได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบา เสียงเนื้อหนังถูกคมอาวุธแทงทะลุ
ของเหลวอุ่นร้อนและเหนียวข้นกระเซ็นเปื้อนใบหน้า มีกลิ่นคาวหวานคล้ายสนิมเหล็ก
จากนั้น—
เสียง “เคร้ง” กังวานใสก้องสะท้อนอยู่ในตำหนักเนิ่นนานไม่จางหาย
นางลืมตาขึ้น
ลูกธนูปักทะลุอกจักรพรรดิเว่ย โลหิตหยดลงเป็นดอกไม้เล็กๆ อันงดงามเศร้าสร้อย หยดแรก หยดที่สอง...ร้อยเรียงเป็นสาย ซึมลงตามร่องอิฐอย่างไร้เสียง
จักรพรรดิเว่ยเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า สายตาข้ามเจียงหมิงเจาไปหยุดตรึงอยู่ที่ผู้มาเยือนตรงประตู
ริมฝีปากเขาสั่นระริก ลำคอมีเสียงสะอื้นอัดอั้น ท้ายที่สุดกลับเปล่งเสียงไม่ออกแม้แต่น้อย
ร่างหนักอึ้งเกินกว่าจะประคองตัวไว้ได้อีก ล้มลงด้านหลังราวกับเสาหัก
“เสด็จพ่อ—”
เจียงหมิงเจาพุ่งเข้าไปประหนึ่งคนเสียสติ มือสั่นเทากดแผลบนอกเขาไว้แน่น โลหิตทะลักออกมาตามง่ามนิ้วอย่างบ้าคลั่ง ห้ามเท่าไรก็ไม่อยู่ ไม่มีทางหยุดได้เลย
เสียงของนางแตกพร่าอยู่ในลำคอ “เสด็จพ่อ...เสด็จพ่อ...ขออภัย ขออภัย”
ดวงตาคู่นั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปี่ยมด้วยความรักและเอ็นดู บัดนี้ในอ้อมแขนของนาง...ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงความเงียบงันไร้ชีวิต
นางกอดร่างไร้วิญญาณของจักรพรรดิเว่ย เงยหน้ามองสวนแสงตะวันที่เจิดจ้าจนพร่าตา—
บุรุษผู้นั้นยืนอยู่บนซากปรักหักพัง คิ้วตาซ่อนอยู่ในเงามืด เหลือเพียงเงาร่างโดดเดี่ยวเย็นชา ท่ายังคงค้างอยู่ในท่าขึ้นสายธนู สายธนูยังส่งเสียงสั่นหึ่งแผ่วเบา
เขาวางธนูลง แล้วก้าวข้ามประตูตำหนักที่แตกหักเข้ามา
ก่อนที่เขาจะเข้าใกล้ เจียงหมิงเจาพลันลุกขึ้น คว้ากระบี่บนพื้น ชี้ปลายกระบี่ไปยังผู้มาเยือน
“อวี้ หวย จิ่น”
นางกล่าวทีละคำ “ข้าจะฆ่าเจ้า”
เมื่อระยะห่างใกล้เข้ามา ในที่สุดบุรุษผู้นั้นก็เผยโฉมหน้าให้เห็นชัด
ใบหน้านั้นยังเยาว์วัยเกินไป โครงหน้าคมชัดโดดเด่นเมื่อแสงตะวันขับเน้น สันคิ้วคมกริบ ดวงตาดำลึกล้ำสุดหยั่ง มีแววโหดเหี้ยมราวกับพร้อมจะเสียการควบคุมได้ทุกเมื่อ
สายตาของเขากวาดผ่านจักรพรรดิเว่ยที่นอนซูบผอมอยู่บนพื้น จากนั้นเลื่อนผ่านกระบี่สั่นไหวในมือนาง ก่อนหยุดลงบนใบหน้าโศกเศร้าของเด็กสาว
เขาเผชิญหน้ากับปลายกระบี่ ก้าวเข้ามาทีละก้าว
ขอเพียง...ขอเพียงส่งกระบี่ไปข้างหน้าอีกหนึ่งชุ่น นางก็จะฆ่าเขาได้
เจียงหมิงเจาร้องไห้จนเสียงหลง
ชั่วพริบตาถัดมา คมกระบี่พลันพลิกทิศ สันคมเย็นเยียบกรีดผิวลำคอนาง ทว่ากลับไม่อาจลึกเข้าไปได้อีก
“หยด...หยด...”
โลหิตไหลลงมาตามง่ามนิ้วของอวี้หวยจิ่น
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย ทั้งยังกำคมกระบี่แน่นขึ้น แน่นจนแม้นางคิดจะขยับ กระบี่ก็ยังไม่ไหวติง กลับทำให้เลือดจากฝ่ามือเขาทะลักออกมามากกว่าเดิม
เขาจ้องตานางเขม็ง น้ำเสียงแหบต่ำและเย็นชา “หากเจ้าตายแล้ว ชีวิตคนตระกูลอวี้ทั้ง 137 ชีวิต ใครจะชดใช้?”
เพียงประโยคเดียว เด็กสาวก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
กระบี่ยาวร่วงลงพื้น ร่างทั้งร่างหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงไปกองกับพื้น
อวี้หวยจิ่นย่อตัวลง ยกมือเปื้อนเลือดขึ้น นิ้วมือหยาบกร้านกดลงบนแผลที่ลำคอของนางซึ่งยังมีเลือดซึม ความเจ็บแปลบทำให้นางสะดุ้ง
นิ้วมือของเขายังเปื้อนเลือดที่ไม่แห้งดี บีบคางนาง บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตาความดุดันและความยึดมั่นจนเกินพอดีในดวงตาคู่นั้น
“เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ หนี้แค้นนี้ย่อมต้องมีคนชดใช้”
ศักราชเทียนหยวนปีที่ 36 ปลายฤดูใบไม้ผลิ
จักรพรรดิเว่ยสิ้นพระชนม์ ราชวงศ์ขาดสิ้น แคว้นเว่ยถึงกาลล่มสลาย
