เจียงเฟิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองทั้งสองคนเถียงกันแล้วอดหัวเราะหึ ๆ ไม่ได้ ก่อนจะเอื้อมมือพลิกเนื้อบนเตาย่าง
“ฝรั่งเขาไม่ได้กินกันแบบนี้หรอก พวกนั้นจะรอจนแสงอาทิตย์แรกยามเช้าส่องลงบนหลังวัว แล้วก็วิ่งไล่แทะวัวกันสด ๆ แบบนั้นต่างหากถึงจะเรียกว่ารสชาติดั้งเดิม สดใหม่ที่สุด”
สาว ๆ หลายคนที่โต๊ะข้าง ๆ บังเอิญได้ยินคำพูดติดตลกนี้ ก็หัวเราะพรืดออกมาทันที
หน้าจางเหว่ยแดงก่ำขึ้นมาทันตา เขาเกาหลังศีรษะอย่างเก้อเขินแล้วพึมพำเสียงเบา
“ยังไง...ยังไงเนื้อนุ่ม ๆ ก็อร่อยกว่าอยู่ดี...”
รอจนเนื้อวัวสุกทั่วทั้งชิ้น ผิวด้านนอกส่งเสียงฉ่า น้ำมันสีทองผุดออกมา เจียงเฟิงถึงคีบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง จิ้มซอสเค็มหอมเล็กน้อยแล้วส่งเข้าปาก
น้ำเนื้อฉ่ำหวานระเบิดอยู่ในปาก กลิ่นหอมของน้ำมันเข้มข้น รสชาติไม่เลวเลยจริง ๆ
เขาหันไปเหลือบมองทางหลิวหยาง แล้วเกือบหลุดหัวเราะออกมา
หลิวหยางคีบเนื้อย่างไว้ พลิกไปพลิกมาราวกับกำลังหลอมยาเซียน
ขอบเนื้อไหม้เกรียมจนดำ มีควันสีเขียวจาง ๆ ลอยขึ้นมาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมคีบเนื้อออกจากเตา
“นี่ หลิวหยาง” เจียงเฟิงทำหน้าไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ “ชาติที่แล้วนายตายเพราะกินเนื้อดิบจนอาหารเป็นพิษหรือไง ถึงต้องย่างเนื้อให้กลายเป็นหินดำถึงจะพอใจ? นี่กำลังหลอมยาอยู่บนเตารึไง?”
หลิวหยางยิ้มเจื่อน ๆ แล้วดื้อดึงพลิกเนื้ออีกด้าน ย่างต่อไป
“ย่างนานหน่อยก็ปลอดภัยกว่า ให้ความร้อนสูงฆ่าเชื้อ กินแล้วสบายใจ”
หันไปดูเฉินซูอีกด้านหนึ่งบ้าง
ผลไม้กองโตเต็มจานถูกเขาจัดการจนเกลี้ยง ตอนนี้เขายกข้าวผัดไข่กะละมังใหญ่มาอีกใบ กินข้าวคำโต ๆ คู่กับกิมจิจานเล็ก
เจียงเฟิงยอมแพ้โดยสิ้นเชิง
“ฉันเข้าใจแล้ว นายมากินบุฟเฟต์ก็ซัดผลไม้ก่อน แล้วค่อยซัดข้าว สรุปนายมาถล่มร้านให้เจ๊ง หรือมาตั้งใจช่วยเจ้าของร้านกระตุ้นยอดขายกันแน่?”
“กินแต่เนื้อเยอะ ๆ เดี๋ยวก็เลี่ยนน่ะ” เฉินซูพูดอู้อี้เพราะข้าวเต็มปาก “ต้องกินข้าวตามลงไปหน่อยถึงจะรู้สึกว่าได้กินข้าว ไม่งั้นรู้สึกเหมือนไม่ได้กินอะไรเลย”
เจียงเฟิงส่ายหน้าอย่างจนใจ
รูมเมตตัวแสบทั้งสามคนต่างมีวิธีกินประหลาด ๆ ของตัวเอง ไม่มีใครมากินเนื้อเพื่อเอาทุนคืนอย่างคนปกติเลยสักคน
