“เมื่อใยแมงมุมไร้ปรานีผนึกเตาหลอมของฉัน
เมื่อควันจางจากเถ้าถ่านทอดถอนใจถึงความทุกข์ยากของความยากจน
ฉันยังคงดื้อดึงเกลี่ยเถ้าถ่านแห่งความผิดหวังให้เรียบ
แล้วเขียนคำว่า ‘จงเชื่อในอนาคต’ ด้วยเกล็ดหิมะอันงดงาม
เมื่อองุ่นสีม่วงของฉันกลายเป็นหยาดน้ำค้างในปลายฤดูใบไม้ร่วง
เมื่อดอกไม้ของฉันเอนกายอยู่ในอ้อมใจของคนอื่น
ฉันยังคงดื้อดึงใช้เถาวัลย์เหี่ยวแห้งที่เกาะพราวด้วยน้ำค้างแข็ง
เขียนคำว่า ‘จงเชื่อในอนาคต’ ลงบนผืนดินอันแร้นแค้น”
พออ่านสองท่อนแรกจบ ก็มีคนในงานขมวดคิ้ว รู้สึกว่าช่วงต้นออกจะหดหู่ไปหน่อย
ข้อความในห้องถ่ายทอดสดเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว:
【เปิดเรื่องมาก็หดหู่นิด ๆ แฮะ】
【ภาพชัดมาก】
【คำว่า “ดื้อดึง” สะกิดใจฉันเลย】
【เขียนความหวังลงไปด้วยเถาวัลย์เหี่ยว ๆ นี่เขียนได้สุดยอดจริง】
ต่อมา น้ำเสียงของนักอ่านบทกวีก็ฮึกเหิมขึ้น เปี่ยมไปด้วยแรงผลักดัน:
“ฉันจะใช้ปลายนิ้วชี้ไปยังคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซัดสู่ขอบฟ้า
ฉันจะใช้ฝ่ามือรองรับมหาสมุทรที่โอบอุ้มดวงตะวัน
แกว่งไกวปากกาอันอบอุ่นงดงามดุจแสงอรุณ
แล้วเขียนคำว่า ‘จงเชื่อในอนาคต’ ด้วยลายมือของเด็กน้อย
เหตุที่ฉันเชื่อมั่นในอนาคตอย่างแน่วแน่
เพราะฉันเชื่อในดวงตาของผู้คนในอนาคต—
นางมีขนตาที่ปัดฝุ่นควันแห่งประวัติศาสตร์ให้พ้นไป
นางมีม่านตาที่มองทะลุบทบันทึกแห่งกาลเวลา”
เมื่ออ่านสองท่อนนี้จบ ผู้คนในงานจำนวนไม่น้อยก็เผลอกำหมัดแน่น
รู้สึกเพียงว่าแรงฮึดที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นบึ้งนั้น ไหลซึมผ่านเสียงอ่านเข้าไปถึงกระดูก
ข้อความในห้องถ่ายทอดสดยิ่งคึกคักกว่าเดิม:
【เชี่ย! อยู่ ๆ ก็ฮึกเหิมขึ้นมาเลย!】
【ลายมือของเด็กน้อย ทั้งอ่อนโยนทั้งทรงพลัง!】
【ดวงตาแห่งอนาคต! อุปมานี้ฉันจำไปทั้งชีวิตแน่!】
【เมื่อกี้ใครพูดว่าหดหู่นะ? ออกมาขอโทษเลย!】
อ่านต่อไป น้ำเสียงของนักอ่านบทกวีก็ค่อย ๆ เคร่งขรึมลง ราวกับกำลังเล่าถึงความทุกข์ยากในอดีต:
“ไม่ว่าผู้คนจะมองเนื้อหนังเน่าเปื่อยของพวกเรา
ความอาลัยอาวรณ์เมื่อหลงทาง ความเจ็บปวดจากความล้มเหลวเหล่านั้น
ด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งและความเห็นใจอันลึกซึ้ง
หรือด้วยรอยยิ้มดูแคลนและคำเยาะเย้ยเผ็ดร้อน
ฉันเชื่อมั่นว่าผู้คนจะประเมินกระดูกสันหลังของพวกเรา
