ภายในห้องกรรมการตัดสินรอบสุดท้าย การพิจารณากำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุด
บุคคลระดับปรมาจารย์แห่งวงการกวีทั้งห้าคนนั่งเรียงแถวกัน จอขนาดใหญ่ตรงหน้าแสดงผลงานโดดเด่นที่แต่ละกลุ่มส่งเข้ามาพร้อมกัน
เฉินหวยจิ่นซึ่งนั่งอยู่ตรงกลาง เป็นรองประธานสมาคมนักเขียนแห่งชาติ และผู้นำแห่งวงการกวีร่วมสมัย
ปีนี้เขาอายุเจ็ดสิบสาม ผมขาวโพลน แต่แผ่นหลังยังตั้งตรง ดวงตาคมกริบ เพียงนั่งอยู่ตรงนั้นก็เปี่ยมด้วยบารมี
ส่วนอีกสี่คนก็ล้วนเป็นบุคคลสำคัญในแวดวง ไม่ว่าจะเป็นซูชิง บรรณาธิการบริหารนิตยสาร «ป่ากวี» หลี่เผยหยวน คณบดีคณะวรรณคดีแห่งมหาวิทยาลัยเมืองหลวง เมิ่งหว่าน ประธานสมาคมนักเขียนประจำมณฑล และจางชิงซง นักกวีอาวุโส
ไม่ว่าใครในกลุ่มนี้ออกไปข้างนอก ก็ล้วนสะกดคนทั้งงานได้
“พวกเราพิจารณาทีละหัวข้อตามลำดับเลยไหม” เฉินหวยจิ่นเอ่ย น้ำเสียงไม่ดังแต่หนักแน่น “เริ่มจากหัวข้อ ‘ฝูเหยา’ ก่อน”
เจ้าหน้าที่รับคำแล้วเปลี่ยนผลงานบนจอ
ผลงานเจ็ดแปดชิ้นแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่กรรมการก็ยังไม่ค่อยมีปฏิกิริยาอะไรนัก
ซูชิงส่ายหน้า “ยังเป็นแนวเดิม ๆ วนอยู่กับภาพและวิธีเขียนแบบเดิม ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย”
หลี่เผยหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “ผู้เข้าแข่งขันพวกนี้เขียนแบบระมัดระวังเกินไป จนกลายเป็นเรียบ ๆ ไม่มีเหลี่ยมคม วัยรุ่นเขียนเรื่องฝูเหยาก็ควรมีแรงฮึดพุ่งทะยานแบบวัยรุ่นสิ”
เฉินหวยจิ่นไม่ได้พูดอะไร เพียงส่งสัญญาณให้เปิดบทถัดไป
ภาพบนจอเปลี่ยนวูบ ตัวอักษรสองคำว่า «เผิงจวี่» ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
ถัดจากชื่อนั้นคือบทกวีสี่วรรค
“เผิงยักษ์โผขึ้นฟ้าพร้อมสายลมเพียงวันเดียว ทะยานขึ้นไปตามลม สูงถึงเก้าหมื่นลี้ แม้สายลมสงบลงจนร่วงหล่นสู่พื้นดิน ก็ยังสะบัดคลื่นมหาสมุทรให้พลุ่งพล่านได้
ผู้คนเห็นข้าแตกต่างจากใครเสมอ ได้ฟังวาจาหาญกล้าก็พากันหัวเราะเย็นชา แม้ขงจื๊อยังยำเกรงคนรุ่นใหม่ บุรุษผู้กล้าอย่าได้ดูแคลนคนหนุ่มสาว”
เพียงมองแวบเดียว คิ้วของเฉินหวยจิ่นก็เลิกขึ้นเล็กน้อย
ซูชิงถึงกับหลุดเสียง “เอ๊ะ” เบา ๆ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า
ห้องกรรมการขนาดใหญ่เงียบลงทันที
