เปิดเรื่องมา ตัวเอกอย่างหม่าโหงวกงเซิงก็เป็นอัจฉริยะเปียโนตั้งแต่เด็ก แถมแม่ยังเข้มงวดกับเขาจนแทบเรียกได้ว่าโหดร้าย
ตั้งแต่เล็กเขาก็คว้ารางวัลมานับไม่ถ้วน เป็นเด็กที่เปล่งประกายที่สุดบนเวที แต่กลับไม่เคยสัมผัสถึงความสุขจากการเล่นเปียโนเลย
หลังแม่เสียชีวิต เขาก็เหมือนถูกพรากวิญญาณไป
เขาไม่ได้ยินเสียงเปียโนที่ตัวเองบรรเลงอีกต่อไป ตัวโน้ตเหมือนจมลงสู่ก้นทะเล ลึกจนอึดอัด แม้แต่คีย์เปียโนก็ยังไม่กล้าแตะ
เขาทิ้งเปียโนไว้เบื้องหลัง สะพายกระเป๋าไปโรงเรียนทุกวันอย่างเหม่อลอย แววตาว่างเปล่า ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกไขลาน
“ปมของพระเอกนี่น่าสงสารอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ทำให้คนอินได้ง่ายดี”
จางซินซินเผลอนั่งตัวตรงขึ้นมา
จากนั้นนางเอกอย่างหลินซวินก็ปรากฏตัว
เด็กสาวที่สีไวโอลินอยู่ใต้ต้นซากุระ สายลมพัดชายกระโปรงกับเส้นผมของเธอ แสงแดดอาบไล้ร่างกายจนดูราวกับเปล่งประกาย
เธอเล่นไวโอลินโดยไม่ยึดตามโน้ตเลยสักนิด เป็นตัวของตัวเอง อิสระ และปล่อยใจสบายราวกับสายลม กรรมการขมวดคิ้ว แต่คนดูกลับชอบเธอเข้าเต็มเปา
เธอเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหากงเซิง บอกว่าชอบตู้เลี่ยงไท่ เพื่อนสนิทของเขา แล้วขอให้กงเซิงรับบท “เพื่อนเอ” ช่วยบรรเลงดนตรีประกอบตอนเธอเข้าแข่งขัน
“เพื่อนเอสินะ...”
จางซินซินมองคำสามคำนี้แล้วถอนหายใจเบา ๆ ในใจ
มุกเดิม ๆ เลย แอบรักแต่ปากไม่ตรงกับใจ อ้างว่าเป็นเพื่อนเพื่อเข้าใกล้
แต่ยิ่งอ่าน เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม
ตัวละครหลินซวินมีชีวิตชีวาเหลือเกิน
เธอลากกงเซิงวิ่งไปห้องดนตรี บังคับให้เขากลับมาแตะเปียโน พอเขาถอยหนีก็เท้าเอวด่าเขา ดวงตาสุกใสเป็นประกายราวดวงดาว
โลกอันหม่นหมองของกงเซิงที่มืดมนมาหลายปี ค่อย ๆ มีแสงส่องเข้ามา เพราะเด็กสาวที่บุกเข้ามาอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังคนนี้
ตอนแข่งบรรเลงเพลงประสาน จางซินซินอ่านจนใจบีบรัด
