กรุงจิงเฉิง ในห้องเช่าขนาดสิบตารางเมตรแห่งหนึ่ง
เฉินเฉิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางอยู่ตรงหน้า ขาตั้งมือถือหนีบโทรศัพท์ไว้ กำลังถ่ายทอดสดรอบชิงชนะเลิศ
ปีนี้เขาอายุ 24 ปี เรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้สองปี เปลี่ยนงานไปแล้วสามแห่ง และเมื่อเดือนก่อนก็เพิ่งถูกบริษัทที่สี่เลิกจ้าง
เหตุผลที่บริษัทแจ้งฟังดูดีทีเดียว: “บริษัทปรับเปลี่ยนธุรกิจและจัดสรรตำแหน่งงานใหม่”
แปลเป็นภาษาคนก็คือ—แกโดนไล่ออกแล้ว
เฉินเฉิงไม่ได้บอกทางบ้าน ทุกวันยังออกจากบ้านตามปกติ ทำทีเหมือนไปทำงาน แต่ที่จริงไปนั่งอยู่ในห้องสมุดทั้งวัน เปิดแอปหางาน ส่งประวัติสมัครงาน แล้วก็นั่งรอโทรศัพท์
สิ่งที่ได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือ “ประวัติของคุณเข้าสู่ฐานข้อมูลผู้สมัครแล้ว” นาน ๆ ทีจะมีเรียกสัมภาษณ์สักแห่ง แต่พอคุยจบก็ไม่มีข่าวคราวอีก
วันนี้เขาไม่อยากไปห้องสมุดแล้วจริง ๆ เลยขดตัวอยู่ในห้องเช่า แม้แต่ม่านหน้าต่างก็ยังไม่ได้เปิด
บะหมี่เพิ่งแช่น้ำร้อนเสร็จ บนหน้าจอมือถือ เจียงเฟิงกำลังแต่งกลอน
เขาไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ แค่กดเข้ามาดูเพราะเบื่อ ๆ เท่านั้น
แต่พอถ้อยคำในกลอนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอทีละคำ เฉินเฉิงก็หยุดตะเกียบค้าง
“สุรารสเลิศหนึ่งจอก ราคาหมื่นตำลึงทอง จานหยกวางของเลิศค่าควรหมื่นอีแปะ หยุดดื่ม วางตะเกียบ กินไม่ลง ชักกระบี่กวาดตามองรอบด้าน ใจสับสนว่างเปล่า”
เขามองสองประโยคนั้น พลันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกแน่นอยู่ในอก
เขานึกถึงการสัมภาษณ์งานเมื่อสัปดาห์ก่อน บริษัทตั้งอยู่ชั้นบนสุดของตึกสำนักงาน มองผ่านหน้าต่างสูงจรดพื้นออกไปเห็นแสงไฟทั่วทั้งเมือง
ผู้สัมภาษณ์ยิ้มอย่างอ่อนโยน ถามคำถามเขาอยู่หลายข้อ ก่อนจะพูดในที่สุดว่า “เรายอมรับในความสามารถของคุณมาก”
แล้วก็ให้เขากลับไปรอฟังข่าว
รออยู่หนึ่งสัปดาห์ ก็ไม่มีข่าวอะไรเลย
“อยากข้ามแม่น้ำเหลือง น้ำแข็งกลับปิดกั้นทาง อยากปีนไท่หัง หิมะกลับปกคลุมทั่วขุนเขา”
เฉินเฉิงจ้องประโยคนี้ รู้สึกคอตีบขึ้นมาเล็กน้อย
เขานึกถึงความฮึกเหิมในวันที่เรียนจบ นึกถึงวันเริ่มงานแห่งแรก ตอนยืนถ่ายรูปอยู่หน้าอาคารบริษัทแล้วโพสต์ลงโซเชียล พร้อมเขียนว่า “เริ่มเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว”
