ซูเสวี่ยเหยียนเล่าคำพูดของเจียงเฟิงให้ฟังซ้ำอีกครั้ง แม้แต่เรื่องที่ต้องรักษาต่อเนื่องอีกสามวันก็ไม่ลืม
ซูรุ่ยชิงลูบคางพลางดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
“ให้ตายเถอะ! แค่ชายหนุ่มคนนี้มองปราดเดียวก็รู้โรคของเจ้าและรักษาได้ นับว่าไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!”
“เสวี่ยเหยียน ไปกับข้าที่ตระกูลเย่เดี๋ยวนี้ ไปขอบคุณเขาให้ดี ใครจะรู้ นี่อาจเป็นโชควาสนาของตระกูลซูเราก็ได้!”
ซูเสวี่ยเหยียนมองท่าทีตื่นเต้นของท่านปู่แล้วอดกลอกตาไม่ได้
ทว่าในใจกลับนึกถึงแววตาที่ตั้งใจทายาของเจียงเฟิงเมื่อครู่ มุมปากของนางก็ยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
ส่วนเจียงเฟิงในยามนี้มาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลเย่แล้ว
ประตูใหญ่ของคฤหาสน์เป็นประตูเหล็กดัดลายฉลุ ในลานบ้านปลูกต้นสนโรฮันที่สูงกว่าตัวคน
หน้าประตูยังจอดรถยนต์นำเข้าหรูสองคัน มองปราดเดียวก็รู้ว่าร่ำรวย
“เฮ้อ ดูท่าตระกูลเย่ช่วงนี้จะไปได้สวย ไม่เสียแรงที่อาจารย์ข้าเคยยื่นมือช่วยเหลือ”
ครานั้นเย่จงไห่ป่วยหนัก อาจารย์ของเจียงเฟิงหรือที่รู้จักในนามนักพรตเสวียนหยวนจรจัดได้เดินทางรอนแรมมาถึงเมืองเจียงเฉิงและช่วยชีวิเขาไว้
เพื่อขอบคุณอาจารย์ของเจียงเฟิง เย่จงไห่จึงตัดสินใจยกเย่เสี่ยวเยว่บุตรสาวให้หมั้นหมายกับเจียงเฟิง และนี่ก็เป็นจุดประสงค์หลักที่เจียงเฟิงลงจากภูเขาในครั้งนี้
เขายกมือกดออด ภายในก็มีเสียงผู้หญิงที่แฝงความร่าเริงดังออกมาทันที
“คุณชายจ้าว ในที่สุดท่านก็มา เสี่ยวเยว่ของเรารอท่าน...”
ประตูเปิดออก หญิงวัยกลางคนสวมชุดเดรสเลื่อม คอห้อยสร้อยทองเส้นใหญ่โผล่หน้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
ทว่าพอเห็นชัดว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเจียงเฟิง รอยยิ้มก็หุบลงทันตา
สตรีผู้นี้คือมารดาของเย่เสี่ยวเยว่ นามว่าเซี่ยฟาง
“หนุ่มน้อย เอ็งเป็นใคร? แต่งตัวซอมซ่อขนาดนี้ เดินผิดประตูหรือเปล่า?”
เซี่ยฟางมองเจียงเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตารังเกียจปิดไม่มิด
เจียงเฟิงสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบซักจนสีซีด ตรงหัวเข่าของกางเกงมีรอยปะเล็ก ๆ กระเป๋าผ้าที่สะพายข้างหลังถลอกจนเป็นขุย ดูโดดเด่นเข้ากับคฤหาสน์หรูหรานี้ไม่ได้เลย
เจียงเฟิงวางท่าเคารพ ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“สวัสดีขอรับคุณน้า ข้าเจียงเฟิง มาตามหาเสี่ยวเยว่”
“เจียงเฟิง?”
เซี่ยฟางขมวดคิ้วคิดอยู่นานก็นึกไม่ออกว่ามีคนชื่อนี้ จึงตะโกนเข้าบ้านอย่างรำคาญ
“เสี่ยวเยว่! เสี่ยวเยว่! ออกมาหน่อย มีคนมาหา!”
ไม่นานนัก ร่างอรชรก็เดินออกมาจากบ้าน
เย่เสี่ยวเยว่สวมชุดเดรสแบรนด์ดังรุ่นใหม่ล่าสุด แต่งหน้าอย่างประณีต มือถือกระเป๋าแบรนด์หรูรุ่นลิมิเต็ด ผมดัดลอนใหญ่ตามแฟชั่น มองแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าตั้งใจแต่งตัวเตรียมออกไปเดตข้างนอก
เมื่อนางเห็นเจียงเฟิงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เอ็งเป็นใคร? มาหาข้ามีธุระอะไร?”
เจียงเฟิงล้วงแผ่นกระดาษสีเหลืองกรอบกับหยกขาวนวลผูกด้วยเชือกแดงออกมาจากกระเป๋าผ้า แล้วยื่นให้พลางกล่าวว่า
“เสี่ยวเยว่ ข้าคือเจียงเฟิง ศิษย์ของนักพรตเสวียนหยวน มาทำตามคำหมั้นหมาย เชื่อว่าตระกูลเย่ยังคงจำเรื่องนี้ได้กระมัง?”
สิ้นคำนี้ สีหน้าของเซี่ยฟางก็แปรเปลี่ยนไปทันใด เย่เสี่ยวเยว่ก็ยืนแข็งค้าง กระเป๋าในมือเกือบตกลงพื้น
เย่เสี่ยวเยว่ย่อมเคยได้ยินเรื่องของพ่อเมื่อปีนั้น
ยามเด็กพ่อมักบอกนางเสมอว่า หากปีนั้นไม่มีท่านเซียนผู้หนึ่งช่วยชีวิตไว้ ก็คงไม่มีตระกูลเย่ในวันนี้
นางยังเคยเห็นในห้องหนังสือของพ่อมีแผ่นหยกคล้ายกับที่อยู่ในมือเจียงเฟิง พ่อบอกว่ามันคือของไว้แทนตัวที่ผู้มีพระคุณทิ้งไว้
ทว่ายามนี้ตระกูลเย่ร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ มารดาเอาแต่กระซิบข้างหูนางทุกวันว่าจะแต่งงานทั้งทีต้องแต่งกับตระกูลใหญ่ สิ่งเหล่านี้จึงถูกนางโยนทิ้งไว้เบื้องหลังไปนานแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าเจียงเฟิงตรงหน้าแต่งตัวปอนเพียงใด ห่างไกลกับบุตรเขยตระกูลใหญ่ในใจนางเสียยิ่งกว่า
เซี่ยฟางเป็นคนแรกที่ได้สติ รีบแย่งสัญญาหมั้นในมือเจียงเฟิงมาฉีกทิ้งโดยไม่ทันมอง เศษกระดาษโปรยปรายเต็มพื้น
“เอ็งพูดจาเหลวไหลอะไร! ครานั้นตาเฒ่านักพรตช่วยชีวิตก็แค่ยื่นมือช่วยเล็กน้อย ยังอาจอาจเอาเรื่องสัญญาหมั้นมาอ้างอีกหรือ? ข้าว่าเอ็งมันก็แค่พวกต้มตุ๋น ตั้งใจจะมาเกาะตระกูลเย่เรากิน!”
รอยยิ้มบนใบหน้าเจียงเฟิงหุบลงทันที เขาก็มองออกแล้วว่าเซี่ยฟางตั้งใจจะบิดพลิ้วไม่ยอมรับ
“คุณน้า สัญญาหมั้นเป็นลายมือของท่านลุงเย่ หยกก็เป็นของไว้แทนตัวที่อาจารย์ข้าทิ้งไว้ ในห้องหนังสือของท่านยังมีอีกแผ่น ท่านไปดูได้”
เจียงเฟิงอดทนอธิบาย
“ดูอะไรกัน!” เซี่ยฟางปาเศษกระดาษใส่ตัวเจียงเฟิง
“ต่อให้มีแล้วยังไง? ปีนั้นตระกูลเย่เราจน พวกเอ็งถึงได้บุญ! ตอนนี้เสี่ยวเยว่เรากำลังจะแต่งกับคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเจียงเฉิง เอ็งมันเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาพูดเรื่องสัญญาหมั้นกับเสี่ยวเยว่?”
เย่เสี่ยวเยว่กำกระเป๋าในมือแน่น ในใจรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่พอมองสภาพซอมซ่อของเจียงเฟิง
แล้วนึกถึงความใจกว้างที่คุณชายจ้าวมีต่อนางตามปกติ ก็เชิดหน้าขึ้นด้วยแววเย้ยหยัน
“ใช่ รีบไปซะ! ข้าไม่รู้จักเอ็งเลยแม้แต่น้อย และก็ไม่รู้จักสัญญาหมั้นอะไรนั่น! ตอนนี้ข้าเป็นแฟนคุณชายจ้าว อย่ามาทำลายชื่อเสียงข้าที่นี่ ขัดขวางการแต่งเข้าตระกูลใหญ่ของข้า!”
นางหยุดไปชั่วครู่ แล้วเหลือบมองเจียงเฟิงอย่างรังเกียจอีกครั้ง
“เอ็งแต่งตัวเหมือนขอทาน ยังจะคิดมาแต่งกับข้าอีกหรือ? ช่างเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์! ข้าบอกเอ็งเลย ต่อให้ผู้ชายทั้งเจียงเฉิงตายหมด ข้าก็ไม่แต่งกับเอ็ง!”
เซี่ยฟางเห็นบุตรสาวอยู่ข้างตน ก็ยิ่งได้ใจ ล้วงบัตรธนาคารจากกระเป๋ามาโยนลงพื้นตรงเท้าเจียงเฟิง
“นี่มีอยู่ห้าพัน มากพอเป็นค่าเดินทางไปกลับของเอ็งแล้ว! รับเงินแล้วรีบไสหัวไป อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะให้ยามโยนเอ็งออกไป!”
พอเห็นว่าบุตรสาวกำลังจะได้แต่งเข้าตระกูลใหญ่ นางจะปล่อยให้ไอ้ตัวไร้ประโยชน์อย่างเจียงเฟิงมาทำลายชื่อเสียงของบุตรสาวได้อย่างไร
“หึ ๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เจียงเฟิงมองเห็นธาตุแท้ของสองแม่ลูกคู่นี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว ใบหน้าฉาบด้วยความเย็นชา กล่าวว่า
“ตระกูลเย่ในสายตาข้า ก็แค่ไก่ดินหมาฟาง มิใช่เพราะพันธะสัญญาหมั้น คนอย่างพวกเจ้าที่ได้พบข้า ก็ประหนึ่งมดปลวกที่ได้เห็นฟ้ากว้าง!”
“บังอาจ!”
เซี่ยฟางแผดเสียงด้วยความโกรธแค้นว่า “เจียงเฟิง ดูตัวเอ็งบ้างว่าเป็นสิ่งใด! ตระกูลเย่เรามีทรัพย์สินนับร้อยล้าน จะให้ไอ้ลูกไม่มีพ่ออย่างเอ็งมาดูถูกได้อย่างไร! มานี่!”
สิ้นคำนี้ ยามของชุมชนที่อยู่ไม่ไกลหลายนายก็เข้ารุมล้อมทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความประจบสอพลอ
“คุณผู้หญิงเซี่ย มีอะไรให้พวกเราช่วยไหมขอรับ?”
เซี่ยฟางชี้หน้าเจียงเฟิงอย่างออกคำสั่งว่า “ไอ้หนุ่มนี่บุกรุกตระกูลเย่เรา พวกเอ็งจับมันโยนออกไปให้ข้าที!”
“ได้เลยขอรับ!”
ยามสองนายเดินเข้าไปหมายจะจับกดเจียงเฟิงทันที
แววตาเจียงเฟิงมีประกายเย็นยะเยือกผ่านไปวาบหนึ่ง
ในเวลานั้นเอง ไม่ไกลออกไป มีเสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่น
ขบวนรถหรูโหลกว่าคันแล่นกระหึ่มเข้ามาจอดตรงหน้าเจียงเฟิง
จากนั้น คนแก่กับคนวัยสาวก็ลงมาจากรถ
“นี่...นี่คือผู้อาวุโสซูแห่งตระกูลซูนี่!”
“ให้ตายเหอะ! ผู้อาวุโสซูแห่งตระกูลอันดับหนึ่งของเจียงเฉิงมาเยือนตระกูลเย่เรา ลูก! ตระกูลเย่เราจะรุ่งโรจน์แล้ว!”
เซี่ยฟางเห็นซูรุ่ยชิงปรากฏตัวพลันตื่นเต้นเสียจนพูดจาติดขัด
“ข้างกายท่านผู้อาวุโสซู นั่นมันซูเสวี่ยเหยียน สตรีหมายเลขหนึ่งของเจียงเฉิงนี่? ให้ตาย! นางงามเหลือเกิน”
เย่เสี่ยวเยว่เองก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ในหมู่คนรุ่นใหม่ของเจียงเฉิง ใครบ้างไม่รู้จักซูเสวี่ยเหยียน? นางคือเทพธิดาในใจของชายหนุ่มผู้มีความสามารถทั้งหลายในเจียงเฉิง!
ต่อให้เย่เสี่ยวเยว่จะเก่งกล้าปานใด เมื่ออยู่ต่อหน้าซูเสวี่ยเหยียนก็รู้สึกละอายใจตนเอง
สองแม่ลูกรีบเข้าไปต้อนรับ ยิ้มแฉ่งยิ่งกว่าพวกยามนั่นอีก
“ท่านผู้อาวุโสซู ไฉนท่านถึงมาเยือนตระกูลเย่เรา!”
ซูเสวี่ยเหยียนไม่คิดจะสนใจคนทั้งสองเลยสักนิด เอาแต่ชี้ไปที่เจียงเฟิง
“ท่านปู่ คนที่อยู่บนรถเมื่อครู่ก็คือเขาเจ้าค่ะ”
ซูรุ่ยชิงเห็นเจียงเฟิงยืนอยู่กับสองแม่ลูกเซี่ยฟาง ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
“คุณนายเย่ ไม่ทราบว่าพี่น้องผู้นี้มีความเกี่ยวข้องเช่นไรกับตระกูลเย่ของท่าน?”
ซูรุ่ยชิงไม่กล้าประมาท เอ่ยกับเซี่ยฟางด้วยท่าทีสนิทสนมยิ่ง
เซี่ยฟางได้ฟังก็คิดว่าท่านผู้อาวุโสซูเห็นสภาพซอมซ่อของเจียงเฟิงแล้วไม่พอใจ รีบตัดสัมพันธ์ทันควัน
“ท่านผู้อาวุโสซู นี่มันก็แค่ไอ้พวกมาหากินกับคนรวย ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลเย่เราเลยสักนิด”
“พวกเอ็งนี่ยังอ้ำอึ้งอะไรอีกรีบจับไอ้หมอนี่โยนออกไป! ให้กลิ่นจน ๆ ของมันระคายจมูกท่านผู้อาวุโสซูหมด!”
สิ้นคำกล่าวนี้ สีหน้าของซูรุ่ยชิงก็มืดครึ้มลงทันใด
เย่เสี่ยวเยว่นึกว่าซูรุ่ยชิงโกรธ ก็ยิ่งร้อนรนจนแหกปากตะโกน
“เจียงเฟิง รีบไสหัวไป! หากรนหง่างพวกเราทำให้ล่วงเกินท่านผู้อาวุโสซูเข้า ต่อให้ฆ่าเอ็งก็ชดใช้ไม่พอ!”
“บังอาจ!”
ซูรุ่ยชิงเปล่งเสียงคำราม จากนั้นก็สาวเท้าเร็วเข้าไปหาเบื้องหน้าเจียงเฟิง กายค้อมลงน้อย ๆ เอ่ยด้วยความเคารพอย่างที่สุดว่า
“ข้าผู้เฒ่าซูรุ่ยชิง มาขอเข้าพบคุณชายเจียง”
ครืน!
ได้เห็นภาพนี้ สองแม่ลูกเซี่ยฟางถึงกับตะลึงค้างไปสิ้น
ท่านเจ้าบ้านตระกูลซู ตัวจริงแห่งตระกูลอันดับหนึ่งของเจียงเฉิง ให้เกียรติไอ้หนุ่มป่าเถื่อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ที่ยิ่งทำให้พวกนางคางแทบหลุดก็คือ ต่อหน้าการให้เกียรติอย่างสูงสุดของท่านผู้อาวุโสซู เจียงเฟิงกลับเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“ท่านเป็นใคร?”