เซี่ยยวี่ถังไม่แม้แต่จะปรายตามองหลินเสวี่ยเอ๋อร์
ความสนใจทั้งหมดของเธออยู่ที่ลู่วั่ง เธอพูดคุยเรื่องการแข่งขันต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังคุยกันว่าวันนี้จะกินอะไร
ตอนลู่วั่งพูดกับเธอ แววตาและสีหน้าของเขาอ่อนโยน น้ำเสียงต่างจากตอนเผชิญหน้ากับกู้จิ่นฉือเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ส่วนเซี่ยยวี่ถังตั้งแต่ต้นจนจบไม่แม้แต่จะมองกู้จิ่นฉือสักครั้ง ไม่ใช่เพราะจงใจเมิน แต่เป็นเพราะ...ขี้เกียจจะมองจริง ๆ
ความรู้สึกเช่นนั้นชวนให้ทรมานยิ่งกว่าถูกตบหน้าเสียอีก
กู้จิ่นฉือยืนนิ่งอยู่กับที่ ไฟโทสะพลุ่งพล่านอยู่ในอก
เขามองท่าทางสบายอกสบายใจของเซี่ยยวี่ถังตอนพูดคุยกับลู่วั่ง แล้วนึกถึงตอนที่เธอเดินเข้ามาเมื่อครู่ สายตาของเธอเพียงแค่กวาดผ่านเขาไป
ไม่สิ จะเรียกว่ากวาดผ่านก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เธอข้ามเขาไปตรง ๆ เลยต่างหาก
ราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศ เป็นแค่ของตกแต่งไร้ความสำคัญชิ้นหนึ่งในห้องทำงานนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอคอยตามหลังเขา เอาใจใส่ดูแลสารพัด แค่เขาขมวดคิ้ว เธอก็กังวลไปตั้งครึ่งค่อนวัน
แต่ตอนนี้กลับมาพูดคุยหัวเราะต่อหน้าต่อตาเขากับผู้ชายคนอื่น ในสายตาเธอไม่มีที่ให้เขาเหลืออยู่เลย
เขากล้ำกลืนความรู้สึกนี้ลงไปไม่ได้
“เซี่ยยวี่ถัง!” น้ำเสียงของกู้จิ่นฉือเย็นลง “เสวี่ยเอ๋อร์กำลังพูดกับคุณอยู่ หูหนวกรึไง?!”
ภายในห้องทำงานเงียบลงชั่วขณะ
หลินเสวี่ยเอ๋อร์แสดงสีหน้าเจ็บปวดได้อย่างพอเหมาะ ขอบตาแดงเรื่อ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“พี่กู้ ไม่ต้องโทษเธอหรอกค่ะ โทษเสวี่ยเอ๋อร์เองที่โง่เกินไป จนเข้าตาพี่ยวี่ถังไม่ได้”
“ประธานกู้” ลู่วั่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นชา “พวกคุณเซ็นใบหย่ากันแล้ว คุณพาผู้หญิงอีกคนบุกมาถึงบริษัทของผมเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่รู้สึกอับอายบ้างหรือไง?”
