ตอนที่ 2 ข้างแท่นป่วย ได้สมบัติล้ำค่าก่อนปู่สิ้นลม
“เคยได้ยิน”
ไท่ผิงพยักหน้า ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าเลื่อมใส
“ลุงเจ้าแห่งปากหมู่บ้านเล่าว่า บนเขาอวิ๋นหลูที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเรามีเซียนอยู่ เมื่อหลายปีก่อน อสรพิษที่แถบตำบลชิงสุ่ย ก็เป็นเซียนบนเขาลงมาปราบ สยายปีกเหินหาว องอาจยิ่งนัก”
ผู้เฒ่าได้ฟังก็หัวเราะร่า ก่อนเอ่ยถาม
“เช่นนั้นไท่ผิง เจ้าอยากเป็นเช่นเซียนเหล่านั้นหรือไม่ อมตะเหนือกาล เหินฟ้าทะยานดิน”
“อยากสิ อยากยิ่งนัก”
ไท่ผิงน้อยพยักหน้าไม่ลังเล ทว่าไม่ทันไรก็เกาศีรษะยิ้มเขินๆ
“แต่ลุงเจ้าบอกว่า จะฝึกตนได้ ต้องมีกระดูกวิญญาณติดตัวมาแต่กำเนิด หากเจ้าเป็นผู้มีกระดูกวิญญาณ ชื่อของเจ้าจะปรากฏบนบัญชีเซียนโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลาเซียนจะลงจากเขามารับเจ้าขึ้นไปฝึกตน หากเป็นเพียงกระดูกมนุษย์ ก็มิอาจบรรลุเซียนได้”
ฟังจากน้ำเสียง ไท่ผิงแฝงแววผิดหวังอยู่บ้าง
“ไท่ผิงเอ๋ย…”
ผู้เฒ่าลังเลครู่หนึ่ง ก่อนมองไท่ผิงด้วยสีหน้าจริงจัง ลดเสียงถาม
“หากมีวาสนานำพาให้เจ้าได้บัญชีเซียน แต่ต้องเสี่ยงเอาชีวิต เจ้ายินดีหรือไม่”
“ทำให้ข้า…ได้บัญชีเซียนหรือ”
ไท่ผิงน้อยตะลึงก่อน ครั้นแล้วจึงตรึกตรองอย่างเคร่งเครียด
“ท่านปู่ หากรอบวาสนาเช่นนี้มีจริง ข้าอยากลอง”
ครู่ใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้น สบตาผู้เฒ่าบนเตียงอย่างมุ่งมั่น
“เหตุใดกัน นั่นต้องเสี่ยงตายเชียวนะ”
ผู้เฒ่ายิ้มละไม จ้องมองดวงตาบริสุทธิ์ของไท่ผิงน้อย
“หากเป็นเซียนได้ ข้าจะรักษาท่านปู่ได้อย่างไรเล่า”
ไท่ผิงน้อยตอบด้วยท่วงทีเป็นธรรมชาติยิ่ง
ผู้เฒ่าตะลึง ก่อนยิ้มขึ้นอีกครั้ง
“ไท่ผิง หยิบ…หยิบ”
พลางยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ยื่นกล่องไม้เก่าๆ กล่องหนึ่งให้ไท่ผิง
“ท่านปู่”
ไท่ผิงมองกล่องไม้ด้วยความฉงน
ตั้งแต่จำความได้ ท่านปู่เก็บรักษากล่องไม้นี้อย่างดี ไม่ให้ใครเห็น
“เ-...เปิด”
ผู้เฒ่าเอ่ยปากอย่างยากเย็น
“ได้…”
ไท่ผิงน้อยแปลกใจอยู่บ้าง ทว่าพยักหน้าอย่างว่าง่าย เปิดกล่องไม้นั้น
เมื่อกล่องเปิดออก ไท่ผิงน้อยเห็นเพียงยาเหนียวสีแดงชาดเม็ดหนึ่ง กับเมล็ดถั่วเหลืองธรรมดาเมล็ดหนึ่ง
“ยาเหนียวสีแดงนี้ เป็นของที่นักพรตผู้หนึ่งที่ข้าพบเมื่อสิบปีก่อนมอบให้ หรือเรียกอีกอย่างว่ายากระดูกวิญญาณ หลังกินแล้วเปลี่ยนกระดูกมนุษย์เป็นกระดูกวิญญาณ ให้นามเจ้าปรากฏบนบัญชีเซียน”
ผู้เฒ่าชี้นิ้วอธิบายยาเหนียวแดงในกล่อง ก่อนไท่ผิงจะทันถาม
“โลกหล้ามียาวิเศษเช่นนี้ด้วยหรือ”
เด็กชายไท่ผิงไม่เชื่อหูตนเอง
“โลกนี้กว้างใหญ่ ไร้สิ่งใดประหลาด ยากระดูกวิญญาณเม็ดเดียวนับประสาอะไร”
ผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ในเมื่อยากระดูกวิญญาณมีฤทธิ์วิเศษเช่นนี้ เหตุใดท่านปู่จึงไม่กิน”
ไท่ผิงน้อยนึกประเด็นหนึ่งได้
“นักพรตนั้นบอกว่า ยาเม็ดนี้ต้องให้เด็กอายุเก้าถึงสิบเอ็ดปีกินจึงได้ผล ตอนข้าได้ยานี้มา อายุหกสิบสามแล้ว บิดาของเจ้ากับอาสอง อาสามก็ล่วงวัยกลางคน พวกเรากินไปก็ไร้ประโยชน์”
ผู้เฒ่ายิ้มขมขื่น
ฟังได้ถึงความเสียดายในใจ
หากเป็นไปได้ ใครเล่าอยากพลาดวาสนาเซียน
“อีกอย่าง หลังกินยากระดูกวิญญาณ ฤทธิ์ยาอยู่ได้เพียงครึ่งปี หากมิอาจบรรลุขั้นหลอมปราณที่เซียนกล่าวขานในครึ่งปี เรื่องที่เจ้าเป็นกระดูกมนุษย์จะถูกสำนักพบ ชื่อก็จะถูกถอดจากบัญชีเซียน เบาก็ถูกขับจากสำนัก หนักก็ถูกลบความทรงจำกลายเป็นคนโง่”
ผู้เฒ่าขมวดคิ้วกล่าวต่อ
ไท่ผิงฟังแล้วตกใจ
ทว่าหลังตรึกตรองเนิ่นนาน เด็กน้อยก็ยังพยักหน้า สีหน้าแน่วแน่มองผู้เฒ่า
“ท่านปู่ ข้ายังอยากลอง”
ในความคิดเขา เมื่อเข้าเซียนสำนัก ฝึกเซียนสำเร็จ ก็จะรักษาท่านปู่ได้
จึงคุ้มเสี่ยง
“ดี”
เห็นไท่ผิงมั่นคงถึงเพียงนี้ ผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจยิ่ง ก่อนรับยาเหนียวจากเขา ลอกเปลือกไขสีแดงออก ป้อนเข้าปากไท่ผิงน้อยด้วยมือตนเอง
“กินเถิด”
ไท่ผิงน้อยไม่ลังเล กลืนยากระดูกวิญญาณลงคอ
ยาเข้าท้อง ไท่ผิงรู้สึกเพียงไออุ่นสายหนึ่ง คล้ายมืออ่อนโยนลูบไล้ทั่วร่าง
นอกจากนี้ ก็ไม่มีสิ่งใดพิเศษ
“เพียงเท่านี้…ก็ได้หรือ”
ไท่ผิงน้อยถามผู้เฒ่าอย่างประหลาดใจ
“อีกไม่กี่วัน เซียนบนเขาจะลงมารับเจ้า”
ผู้เฒ่าพยักหน้ายิ้มๆ
สีหน้าเขาตอนนี้ซับซ้อน ในใจมีทั้งยินดีและกังวล
ยินดีไม่ต้องกล่าว ไท่ผิงคือหลานรักของเขา การได้เดินบนวิถีเซียนย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี
ส่วนความกังวล ก็เพราะหนทางนี้ยากลำบากยิ่ง ไท่ผิงน้อยอาจอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งปี ถูกขับจากสำนัก กลายเป็นคนโง่ ชีวิตย่อยยับ
“หนทางโลกีย์ยาวไกล กระดูกมนุษย์ไขว่คว้าวาสนาเซียน มิอาจลิ้มรสภยันตรายนานาในโลกา ที่ใดเลยจะมีประตูสวรรค์เปิดสู่เรือนหยก”
ผู้เฒ่าฉุกคิดถึงถ้อยคำที่นักพรตขอทานผู้เฒ่ากล่าวก่อนจากไปอย่างใจลอย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาเขากลับมามั่นคงอีกครา “ให้ไท่ผิงเดินหนทางนี้ ถูกต้องแล้ว!”
“ท่านปู่ แล้วเมล็ดถั่วนี้มีประโยชน์ใด”
ไท่ผิงซึ่งจิตใจไม่สงบนัก หยิบเมล็ดถั่วเหลืองในกล่องขึ้นมาถาม
“นี่ก็เป็นของที่นักพรตเฒ่าทิ้งไว้ เพียงแต่เขาไม่ได้ระบุสรรพคุณแน่ชัด บอกแต่ว่าหากวันใดมีวาสนาเข้าเซียนสำนัก ก็ใช้ดินวิญญาณในเขาเพาะเมล็ดถั่วนี้ เมื่อถึงเวลาเจ้าจะได้มหาวาสนาอีกครั้ง…”
ผู้เฒ่าตอบเสียงอ่อนแรง
“แค๊ก ๆ ๆ…”
กล่าวจบ ก็ไออย่างรุนแรง
“ท่านปู่ ดื่มน้ำเถิด อย่าเอ่ยวาจา”
ไท่ผิงก้าวเข้าไปประคองผู้เฒ่าด้วยความเป็นห่วง
“ไท่ผิง…เก็บเมล็ดถั่วนั่นให้ดี…สิ่งที่ปู่เล่าให้ฟังคืนนี้…ห้าม…ห้ามบอก…บอกผู้ใด…”
ผู้เฒ่าจับข้อมือไท่ผิงน้อยไว้แน่น
“ท่านปู่วางใจ ข้าไม่บอกผู้ใด”
ไท่ผิงน้อยพยักหน้าหนักแน่น
“ไท่ผิงเอ๋ย แม้เจ้าจะสุขุมแต่เด็ก ทว่าโลกหล้านี้ชั่วร้าย เจ้าต้องระวังอย่างยิ่ง…”
ขณะนั้น ผู้เฒ่าที่ไอจนมุมปากมีเลือด ได้โอบไหล่ไท่ผิงน้อยด้วยสองมือจนแน่น สบตาเขานิ่ง สิ้นเรี่ยวแรงกล่าวเสียงดัง
“ไท่ผิง ปู่แสวงหาวิถีเซียนมาตลอดชีวิต สุดท้ายก็ถูกกระดูกมนุษย์นี้พันธนาการ เจ้าต้องฮึดสู้! เพื่อกระดูกมนุษย์ใต้หล้า จงฮึดสู้ให้พวกเขา!”
สิ้นคำ ร่างผู้เฒ่าแข็งทื่อ ล้มลงบนเตียง
“ท่า-...ท่านปู่”
ใจไท่ผิงน้อยเยียบเย็น
เขายื่นมือเล็กอันสั่นเทาไปใกล้จมูกผู้เฒ่า พบว่าผู้เฒ่าหมดลมหายใจ แววตาพลันหม่นหมอง
“ข้า…ไม่มีท่านปู่แล้ว…”
ไท่ผิงน้อยยืนนิ่ง น้ำตาคลอเบ้า สุดท้ายก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
หลายปีก่อนตอนบิดามารดาตาย เขาไม่ร้องไห้ ตอนเก็บสมุนไพรกลิ้งตกเขา เขาไม่ร้องไห้ ถูกหมาป่าขังในถ้ำหลายวันหลายคืนไม่กินไม่ดื่ม เขาก็ไม่ร้องไห้
เพราะเขารู้ว่าเขาไม่เดียวดาย เขายังมีท่านปู่
……
ค่ำคืนนี้ ไท่ผิงน้อยสูญเสียท่านปู่
ค่ำคืนนี้ บนป้ายกระดูกวิญญาณของสำนักชิงเสวียนแห่งเขาอวิ๋นหลู มีนามหนึ่งเพิ่มขึ้นมา – สวี่ไท่ผิง
“หมู่บ้านชิงหนิวที่ตีนเขาอวิ๋นหลู มีเด็กหนุ่มนามสวี่ไท่ผิงให้กำเนิดกระดูกวิญญาณ รีบแจ้งเจ้าสำนักยอดที่เจ็ด ให้ส่งศิษย์ไปรับโดยเร็ว”
ผู้เฒ่าอารักขาป้ายกระดูกวิญญาณส่งสาสน์ให้ปากนกกระเรียนขาวหน้าประตู
“ศิษย์รับคำ”
นกกระเรียนขาวเปล่งวาจามนุษย์ สยายปีกบินว่อนจากไป