เมื่อไม่นานมานี้ เสิ่นเฉินปี้รู้สึกว่าพี่สาวของนางอาจถูกผีสิงเข้าให้แล้ว
นางแค่ไปซื้อกล่องชาดที่ตลาด พอกลับมาก็ถูกเสิ่นอวิ๋นอวี้ดักอยู่หน้าประตู แล้วด่าเสียยกใหญ่
“ออกไปอีกแล้วหรือ? ออกไปอีกแล้วหรือ?” เสิ่นอวิ๋นอวี้แย่งกล่องชาดจากมือนางไป แล้วโยนลงบ่อโดยไม่แม้แต่จะมอง “บอกมา เจ้าไปพบใครมาใช่หรือไม่?”
เสิ่นเฉินปี้มองกล่องชาดที่นางจ่ายไปตั้งสองตำลึงจมลงสู่ก้นบ่ออย่างเหม่อลอย เจ็บใจจนขอบตาแดงก่ำ “พี่ ข้าแค่ไปซื้อชาดเอง...”
“ซื้อชาดต้องแต่งตัวงดงามถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?” เสิ่นอวิ๋นอวี้กวาดตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาคมกริบราวกับมีด “เจ้ารู้หรือไม่ว่าบนถนนมีสายตากี่คู่จับจ้องเจ้าอยู่? เจ้ารู้หรือไม่ว่า—”
จู่ ๆ นางก็ชะงักไป ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้ายิ่งย่ำแย่กว่าเดิม
เสิ่นเฉินปี้น้อยใจยิ่งนัก
นางแต่งตัวตรงไหนกัน? นางยังไม่ได้ทาชาดเลยด้วยซ้ำ เพียงสวมเสื้อสีเหลืองห่านตัวเก่าที่ผ่านการซักมาหลายครั้ง ผมก็เกล้ามั่ว ๆ แม้แต่ปิ่นสักอันก็ไม่ได้ปัก ตอนเดินผ่านกระจกทองแดงเมื่อครู่นางยังแอบชำเลืองมอง เส้นผมข้างขมับชี้โด่ขึ้นมาหนึ่งปอย ยิ่งทำให้ทั้งคนดูหงอยเหงา ราวกับดอกตูมที่ถูกน้ำค้างแข็งเล่นงาน
—แค่นี้ พี่สาวนางยังไม่พอใจอีกหรือ?
“ต่อไปเวลาออกจากบ้าน จงปิดหน้าเสีย” เสิ่นอวิ๋นอวี้ทิ้งประโยคนี้ไว้ แล้วหมุนกายเดินจากไป
เสิ่นเฉินปี้ “...”
เสิ่นเฉินปี้เกิดมางดงามตั้งแต่เล็ก นางรู้ตัวดี
ตอนมารดายังมีชีวิต ทุกครั้งที่พานางออกไปร่วมงานเลี้ยง มักมีฮูหยินทั้งหลายจับมือนางไว้ไม่ยอมปล่อย พากันชื่นชมไม่ขาดปาก “เด็กคนนี้โตมาอย่างไรนะ? ราวกับเดินออกมาจากภาพวาดแน่ะ”
ตอนนั้นนางยังเล็ก ไม่รู้ว่าความงามคืออะไร รู้แค่ว่าตอนฮูหยินเหล่านั้นหยิกแก้มนาง มือช่างหนักนัก หยิกจนนางเจ็บ
ต่อมาพอโตขึ้นอีกหน่อย นางก็ค่อย ๆ อ่านบางอย่างออกจากสายตาของคนรอบข้าง
ยามสาวใช้หวีผมให้นาง มักเอาแต่จ้องนางในกระจกจนเหม่อลอย ยกหวีค้างไว้กลางอากาศตั้งนานก็ลืมหวีลงมา
เมื่อไปไหว้พระที่วัด ทั้งที่สวมหมวกคลุมหน้าอยู่แล้ว ก็ยังมีผู้แสวงบุญหันกลับมามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ้างก็ชนเสา บ้างก็เหยียบเท้าสหาย
ครั้งหนึ่งนางกำลังไกวชิงช้าอยู่ในสวนของจวน บุตรชายจากจวนข้าง ๆ ปีนขึ้นไปบนกำแพง เพียงเพื่อแอบมองนางสักครั้ง ผลคือจับไม่มั่นจนร่วงลงมา แขนหักไปทั้งท่อน แต่ยังเงยหน้ามองนางพลางยิ้มอย่างเลื่อนลอย
นับแต่นั้น เสิ่นเฉินปี้ก็แทบไม่ออกจากบ้านอีกเลย
ไม่ใช่ว่านางกลัวคนอื่นมองนาง แต่นางกลัวว่าคนอื่นจะเกิดเรื่องเพราะมองนางต่างหาก
ก็จริงของเขา ตั้งแต่เล็กพี่สาวก็เก่งกว่านางไปเสียทุกอย่าง ทั้งพิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาด ล้วนแตกฉาน การจัดการเรื่องในจวนก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว แม้แต่ด่าคนก็ยังด่าต่อเนื่องได้ครึ่งชั่วยามโดยไม่ซ้ำคำ
แล้วนางเล่า?
คำพูดเดิมของพี่สาวคือ “เสิ่นเฉินปี้ นอกจากใบหน้านี้แล้ว เจ้ายังมีอะไรอีก?”
เสิ่นเฉินปี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่ถูกต้อง
นางยังมีจิตใจเมตตาอยู่อีกดวงหนึ่ง
—แม้พี่สาวจะบอกว่านั่นไม่เรียกว่าเมตตา แต่เรียกว่าโง่เขลาก็ตาม
แต่เสิ่นเฉินปี้ไม่ได้ใส่ใจ นางโง่มาตั้งแต่เล็ก อ่านหนังสือและจำตัวอักษรได้ช้ากว่าคนอื่น เรียนรู้กฎระเบียบก็ไม่เข้าหัว อายุสามขวบถึงเริ่มพูดได้ ห้าขวบจึงจำชื่อตัวเองได้ครบถ้วน พออายุแปดขวบ ท่องสามจื้อจิงอยู่สามเดือน ก็ยังจำได้แค่สองประโยคแรก อาจารย์สอนหนังสือโกรธจนหนวดกระดิก บอกว่าไม่เคยพบไม้ท่อนใดหัวแข็งถึงเพียงนี้
พี่สาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านอาจารย์ไม่ต้องเหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ นางไม่ใช่ไม้ท่อน แต่นางเป็นหยกงาม ไม้ท่อนยังเอาไปปูถนนได้ ส่วนหยกงามนอกจากดูดีแล้วก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี”
อาจารย์สอนหนังสือถูกคำพูดนั้นอุดปากจนพูดไม่ออก
เสิ่นเฉินปี้เองก็ฟังไม่ออกว่านี่คือการด่านาง ยังนึกว่าพี่สาวชมว่านางเป็นหยกงาม จึงรินชาให้พี่สาวอย่างยินดี
เสิ่นอวิ๋นอวี้ถือถ้วยชา มองนางที่ยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาว สีหน้าราวกับอยากสาดชาใส่หน้านาง แต่สุดท้ายก็อดกลั้นไว้
ยามมารดายังมีชีวิตอยู่ มักถอนใจพลางกล่าวว่านาง “มีใบหน้าฉลาดเฉลียวเสียเปล่า กลับได้สมองที่ใช้การไม่ได้มาแทน”
เสิ่นเฉินปี้ยอมรับทั้งสองอย่าง
นางไม่เอาไหนจริง ๆ ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดคือได้แต่งกับบุรุษที่ดีกับนาง แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต
แต่ช่วงนี้ แม้แต่ความปรารถนานี้ พี่สาวก็ยังจะดับมันให้สิ้น
“ต่อไปห้ามพูดกับบุรุษคนใดทั้งนั้น”
“ห้ามรับของจากบุรุษคนใดทั้งนั้น”
“ห้ามสบตาบุรุษคนใดนานเกินสามลมหายใจ”
เสิ่นเฉินปี้นับกฎทั้งสามข้อนี้ด้วยนิ้ว แล้วถามอย่างงุนงง “แล้วถ้าเขาเป็นฝ่ายพูดกับข้าก่อนเล่า?”
เสิ่นอวิ๋นอวี้ขมวดคิ้ว สายตาคมกริบขึ้นมาทันที “ใคร? ใครพูดกับเจ้า? ชื่ออะไร? บ้านอยู่ที่ไหน? พูดกับเจ้าเมื่อไร? พูดว่าอะไร?”
เสิ่นเฉินปี้ตกใจกับปฏิกิริยาของนางจนสะดุ้ง พูดตะกุกตะกักว่า “มะ...ไม่มีใคร ข้าแค่ถามดู...”
เสิ่นอวิ๋นอวี้จ้องนางอยู่นาน จู่ ๆ ก็ยื่นมือมาลูบศีรษะนาง
สัมผัสนั้นแผ่วเบาและเชื่องช้า ราวกับกำลังยืนยันว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่
“ปี้เอ๋อร์” นางเรียกชื่อเล่นของเชิ่นเฉินปี้ น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างหาได้ยาก “พี่ทำไปก็เพื่อเจ้า”
ขอบตาของเสิ่นเฉินปี้พลันร้อนผ่าว แทบจะร้องไห้ออกมา
พี่สาวไม่ได้เรียกนางว่า “ปี้เอ๋อร์” มานานมากแล้ว
นับตั้งแต่ล้มป่วยหนักเมื่อครึ่งปีก่อน เสิ่นอวิ๋นอวี้ก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากพี่สาวผู้อ่อนโยนและสง่างาม จู่ ๆ ก็กลายเป็นคนแข็งกระด้างและปากคอเราะร้าย เวลามองนาง ในแววตามักมีอารมณ์บางอย่างที่นางไม่เข้าใจ
คล้ายหวาดกลัว
อีกทั้งคล้ายรู้สึกผิด
เสิ่นเฉินปี้ไม่เข้าใจว่าพี่สาวกลัวอะไร ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่สาวจึงรู้สึกผิด นางรู้เพียงว่าในดวงตาของพี่สาว ราวกับซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้
“พี่” นางถามเสียงเบา “พี่มีเรื่องอะไรปิดบังข้าอยู่หรือไม่?”
มือของเสิ่นอวิ๋นอวี้ชะงักค้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงชักมือกลับ แล้วกลับมาเป็นเสิ่นอวิ๋นอวี้ผู้มีใบหน้าเย็นชาและปากคอเราะร้ายดังเดิม
“ข้าจะมีเรื่องอะไรได้?” นางกล่าวเรียบ ๆ “เจ้าอยู่บ้านให้มาก พบผู้คนให้น้อย อย่าสร้างเรื่องให้ข้าปวดหัว ข้าก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว”
กล่าวจบ นางก็หมุนกายเดินจากไป
เสิ่นเฉินปี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองแผ่นหลังของพี่สาวหายลับไปตรงสุดทางเดินระเบียง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าท่วงท่าเดินของพี่สาวไม่ค่อยปกติ—ราวกับมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกดทับอยู่บนแผ่นหลัง หนักอึ้งเสียเหลือเกิน
นางถอนหายใจ ก้มมองฝ่ามือที่ว่างเปล่า
ชาดหายไปแล้ว
คราวหน้าหากอยากออกจากบ้าน คงยากกว่าเดิมเป็นแน่
