เนี่ยนเนี่ยนถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมของบะหมี่
พอยกชามบะหมี่มาวางบนโต๊ะ ไอร้อนก็พุ่งใส่หน้า จมูกเล็ก ๆ ของเธอขยับฟุดฟิดก่อนจะดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของเย่ชิงเฉิง แล้วเกาะขอบโต๊ะชะโงกมองในชาม ดวงตาพลันเป็นประกาย
“คุณป้า! ชามใหญ่จัง!”
เย่ชิงเฉิงส่งตะเกียบให้เธอ แล้วเลื่อนชามไปตรงหน้า “ค่อย ๆ กิน ระวังร้อน”
เนี่ยนเนี่ยนรับตะเกียบมา ก้มหน้าซู้ดเส้นเข้าปากคำโตจนร้อนลวก ต้องสูดปากเสียงดัง แก้มป่องราวกับกระรอกน้อย เย่ชิงเฉิงรีบหยิบกระดาษมาเช็ดคางให้ “ค่อย ๆ กินสิ”
ลู่หยุนลงนั่งฝั่งตรงข้าม คีบผักชีที่เลือกออกจากชามบะหมี่ของเนี่ยนเนี่ยนใส่ชามตัวเอง พอเคี้ยวหมดคำ เด็กหญิงก็มองอาหารเต็มโต๊ะ
มีทั้งเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊ว หมูเปรี้ยวหวาน ปลาตัดทอด และเครื่องเคียงเย็นหนึ่งจาน วางเรียงจนเต็มโต๊ะ
เนี่ยนเนี่ยนชะงักไป “คุณป้า เยอะขนาดนี้ เนี่ยนเนี่ยนกินไม่หมดหรอก”
“กินไม่หมดก็ห่อกลับไปกินคืนนี้” เย่ชิงเฉิงเช็ดคราบน้ำซุปที่มุมปากให้เธอ “อยากกินอะไรก็คีบเลย เป็นของหนูทั้งหมด”
เนี่ยนเนี่ยนก้มมองอาหารเต็มโต๊ะอีกครั้ง วางตะเกียบลงแล้วนั่งหลังตรง เอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “ขอบคุณคุณป้าที่เลี้ยงข้าวเนี่ยนเนี่ยนนะคะ!”
เย่ชิงเฉิงยิ้ม “จะเกรงใจคุณป้าทำไมล่ะ? เนี่ยนเนี่ยนอยากกินอะไรก็คีบเลย จะช่วยคุณป้าประหยัดเงินไปทำไม?”
เนี่ยนเนี่ยนเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจังว่า “คุณป้าหาเงินเหนื่อยมาก เนี่ยนเนี่ยนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ค่ะ”
มือที่เย่ชิงเฉิงกำลังหยิกแก้มเธอชะงักไปเล็กน้อย เธอมองเนี่ยนเนี่ยนอยู่หลายวินาที ก่อนก้มหน้าคีบเนื้อวัวในชามใส่ช้อนให้ “เนี่ยนเนี่ยนรู้ความจริง ๆ”
ลู่หยุนกินบะหมี่อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คุณสั่งมาเต็มโต๊ะขนาดนี้ เธอจะกินหมดได้ยังไง เป็นแม่ประสาอะไร ไม่กลัวตามใจจนเสียคนหรือไง?”
เย่ชิงเฉิงก้มหน้าคีบอาหารให้เนี่ยนเนี่ยน พลางส่ายหน้าขำ ๆ “ฉันหาเงินก็เพื่อเอาใจแก ไม่อย่างนั้นจะหาเงินเยอะแยะไปทำไม?”
เนี่ยนเนี่ยนกัดเนื้อวัว เคี้ยวตุ้ย ๆ แล้วพูดอู้อี้ว่า “งั้นโตขึ้นเนี่ยนเนี่ยนก็จะหาเงินมาเอาใจคุณป้าด้วย!”
“ได้สิ” เย่ชิงเฉิงยิ้มบาง ๆ ใช้กระดาษเช็ดเศษต้นหอมที่ปลายจมูกให้เธอ “คุณป้าจะรอนะ”
ลู่หยุนซู้ดเส้นบะหมี่เส้นที่ยังขาดไม่หมดเข้าปาก แล้วก้มลงซดน้ำซุป เนี่ยนเนี่ยนเกาะขอบโต๊ะแล้วตะโกนเรียกเขา “พ่อ! คุณป้าบอกว่าจะรอให้หนูโต!”
ลู่หยุนตอบว่า “ดี! เนี่ยนเนี่ยนต้องทำตามที่พูดนะ”
เนี่ยนเนี่ยนพยักหน้า เกาะขอบโต๊ะไว้แล้วใช้ตะเกียบเคาะขอบจานหนึ่งที จากนั้นก็เคาะอีกที
เย่ชิงเฉิงคีบเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วชิ้นสุดท้ายใส่ชามเนี่ยนเนี่ยน เช็ดมือแล้วหยิบแก้วขึ้นดื่มน้ำ พอวางแก้วลง สายตาก็หยุดอยู่บนใบหน้าของลู่หยุนสองวินาที
“ลู่หยุน”
“อืม”
“หลังจากกลับมาแล้ว คุณวางแผนจะทำอะไร?”
ลู่หยุนก้มหน้ากินบะหมี่ ไม่ได้เงยหน้าขึ้น “ยังไม่ได้คิด”
เย่ชิงเฉิงชวนว่า “ไม่อย่างนั้น...มาทำงานที่บริษัทฉันไหม?”
ลู่หยุนชะงักเล็กน้อย
เนี่ยนเนี่ยนเงยหน้ามองคนนี้ทีคนนั้นที ก่อนก้มหน้ากินบะหมี่ต่อ หูตั้งผึ่งฟังอยู่
เย่ชิงเฉิงเสริมว่า “ฉันจัดตำแหน่งให้ เป็นผู้จัดการดีไหม?”
ในที่สุดลู่หยุนก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ กลืนบะหมี่คำที่เคี้ยวอยู่ลงคอแล้ววางตะเกียบพาดขอบชาม “ให้ผมไปเป็นผู้จัดการแผนกที่บริษัทคุณเนี่ยนะ?”
“ช่างเถอะ ผมไม่รู้เรื่องบริหารบริษัทเลยสักนิด”
ถึงเขาเคยนำกองทัพมาก่อน แต่การบริหารบริษัทเป็นคนละเรื่องกัน แตกต่างกันมาก
เย่ชิงเฉิงกลับตอบว่า “ไม่เป็นไร! ฉันออกไปสร้างการงาน ส่วนคุณอยู่บ้านเลี้ยงลูกให้ฉัน”
ลู่หยุนทั้งขำทั้งจนใจ ยกแก้วขึ้นดื่มน้ำแล้ววางลง เขามองเย่ชิงเฉิง สีหน้าจริงจังอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า “อย่างนั้นผมก็กลายเป็นพ่อบ้านเต็มตัวน่ะสิ?”
เย่ชิงเฉิงหัวเราะ เธอหยิบเศษข้าวที่มุมปากเนี่ยนเนี่ยนออก แล้วก้มลงเช็ดมือให้ “เป็นพ่อบ้านแล้วจะทำไม? ฉันเลี้ยงคุณเอง”
พอเช็ดมือเสร็จ เนี่ยนเนี่ยนก็เงยหน้าถาม “คุณป้า พ่อบ้านเต็มตัวคืออะไรเหรอคะ?”
เย่ชิงเฉิงหยิกแก้มเธอเบา ๆ “ก็คืออยู่บ้านเป็นเพื่อนเนี่ยนเนี่ยนทุกวันไง”
ดวงตาเนี่ยนเนี่ยนเป็นประกาย หันไปตะโกนใส่ลู่หยุน “พ่อ! งั้นพ่อเป็นเลย! เนี่ยนเนี่ยนจะอยู่เป็นเพื่อนพ่อทุกวัน!”
ลู่หยุนมองสองแม่ลูกแล้วก้มลงหยิบตะเกียบ คีบบะหมี่คำสุดท้ายในชามเข้าปาก เคี้ยวเสร็จก็วางชามลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ วางมือบนขอบโต๊ะ
“ได้”
มือของเย่ชิงเฉิงที่กำลังรินชาหยุดชะงัก
“ผมเป็นเอง” ลู่หยุนมองเธอ พลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “คุณเลี้ยงผมเลยก็แล้วกัน”
เย่ชิงเฉิงวางกาน้ำชา ยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบเพื่อกลบมุมปากที่ยกยิ้ม
เนี่ยนเนี่ยนเกาะขอบโต๊ะ มองซ้ายทีขวาที ก่อนพูดเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “คุณป้า หูแดงแล้วนะ”
ความในใจถูกเด็กน้อยจับได้เข้าให้
เย่ชิงเฉิงวางแก้วลง เอื้อมมือไปหยิกแก้มเธอ “ยัยตัวแสบ! กินบะหมี่ของตัวเองไป”
“เด็กอย่างเราอย่ามายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่”
