【ที่ฝากสมองไว้ หวังว่าทุกคนจะอ่านอย่างมีความสุข】
ยามเย็น เมืองเจียงไห่
ดวงตะวันลับขอบฟ้า ท้องฟ้าสุดสายตาเป็นสีเหลืองหม่น
ตึกห้องแถวเก่าโทรมจนมองไม่ออกแล้วว่าแต่เดิมเป็นสีอะไร เหลือเพียงผนังที่สีลอกเป็นด่างดวง
บ้านเก่าผนังบาง เก็บเสียงไม่ดี
คนที่เลิกงานกลับบ้านเพิ่งเดินมาถึงใต้ตึก ก็ได้ยินเสียงด่าทอแหลมสูงกับเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้นเป็นระยะ ตามมาด้วยเสียงข้าวของแตกกระจายและเสียงชามกระแทกพื้น
“เฮ้อ ยัยบ้าบ้านนั้นเริ่มอีกแล้ว”
“ทนไม่ไหวแล้วนะ ไม่กี่วันก็ขว้างหม้อทุบชามที คนสติไม่ดีก็ควรจับส่งโรงพยาบาลไปขังไว้!”
“น่าสงสารก็แต่เด็ก ฉันเคยเดินผ่านหน้าบ้านเธอแล้วแอบมองเข้าไปทีหนึ่ง เห็นเด็กโดนตีจนหมอบอยู่กับพื้น ขยับไม่ได้เลย ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า...”
“เวรกรรมจริง ๆ!”
เพื่อนบ้านหลายคนเดินเข้าตึกพลางพูดคุยกัน แม้จะไม่พอใจอย่างมากที่ผู้หญิงบ้าคนนั้นส่งเสียงดัง แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปเคาะประตูถามไถ่หรือตักเตือน
เพราะผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะมีปัญหาทางจิตจริง ๆ ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีคนเห็นเธอทำร้ายตัวเองกลางถนน คนแบบนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งด้วยหรอก
ทุกคนกลัวว่าเธอจะคลุ้มคลั่งจนไม่ห่วงชีวิตตัวเอง
พอเจอเสียงดัง เพื่อนบ้านก็แค่บ่นด่าไม่กี่คำแล้วปล่อยผ่าน อยู่ให้ห่างคนบ้าปลอดภัยกว่า
ตอนนี้ภายในบ้านของผู้หญิงคนนั้นเละเทะไปหมด
เศษจานชามกระจายเต็มพื้น อาหารที่เน่าเสียจนสีเปลี่ยนเละติดอยู่บนพื้นสกปรก ยังพอมองเห็นเชื้อราขึ้นขนอยู่บนอาหาร
ในบ้านแทบไม่มีอะไรให้ทุบแล้ว ผู้หญิงคนนั้นจึงคว้าเก้าอี้ขึ้นมาฟาดพื้นแทน อารมณ์คลุ้มคลั่งจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
“แกออกมาเดี๋ยวนี้!!!”
“ฉันบอกให้ออกมาไง!! จะออกมาไหม!? จะออกมาไหม?!!!?!!!”
“เชื่อไหมว่าฉันจะฆ่าแก—!!!!”
ในห้องมืดสลัวและทรุดโทรม เห็นเพียงผู้หญิงที่กำลังเสียสติทำลายทุกอย่างที่อยู่ในระยะสายตา
ท่าทางคลุ้มคลั่งของเธอแทบไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์ ดูคล้ายผีร้ายที่คลานขึ้นมาจากนรกเพื่อกินเนื้อมนุษย์มากกว่า
ใต้โต๊ะอาหารไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่ เด็กชายตัวเล็กกอดเข่า นั่งมองผู้หญิงคนนั้นคลุ้มคลั่งเงียบ ๆ
เด็กชายผอมแห้งจนดูเหมือนจะถูกหมาจรจัดคาบหนีไปได้ทุกเมื่อ ทว่าข้อเท้าเล็ก ๆ กลับถูกล่ามไว้ด้วยโซ่สุนัขอย่างผิดธรรมชาติ
ไม่รู้ว่าโซ่นั่นไม่ได้ถูกถอดมานานแค่ไหน ข้อเท้าของเด็กชายถลอกจนเป็นแผลเละไปหมดแล้ว แต่บนใบหน้ากลับไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย
สายตาเหม่อลอยของเขาจับจ้องอยู่กับอาหารเหลือที่ขึ้นราอยู่บนพื้นมาตลอด
เขาหิวมากจริง ๆ
เด็กชายจึงค่อย ๆ ยื่นมือไปหาอาหารที่เหลือ
แต่ยังไม่ทันคลานไปถึง ผู้หญิงคนนั้นก็ฉวยผมของเขาไว้ กระแทกศีรษะเข้ากับขาโต๊ะซ้ำแล้วซ้ำเล่า เลือดอาบก็ยังไม่ยอมหยุด
ร่างผอมเล็กของเด็กชายเบาหวิวราวกับใบไม้ร่วง ไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืน
“แกทำให้ฉันเป็นแบบนี้!!! แกทำให้ฉันเป็นแบบนี้—!!!”
ใบหน้าของผู้หญิงบิดเบี้ยว เสียงแหบพร่า ไร้สติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง
ในจังหวะนั้นเอง ประตูบ้านก็ถูกถีบเปิด
ทางเดินแคบ ๆ เต็มไปด้วยผู้คน คนที่ยืนอยู่หน้าสุดคือเด็กหญิงผูกผมแกละกับตำรวจในเครื่องแบบอีกหลายคน ด้านหลังพวกเขามีเพื่อนบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์
“หยุดนะ!!”
คนที่อยู่ด้านนอกพากันตกใจกับภาพตรงหน้า ตำรวจสองนายรีบเข้าไปกดผู้หญิงที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวลงกับพื้น
ส่วนเด็กชายที่ถูกทำร้าย ตอนนี้เลือดเลอะเต็มหน้า บาดแผลบนศีรษะยังมีเลือดไหลไม่หยุด เสื้อบาง ๆ ก็เปื้อนเลือดไปหลายจุด
“ตายแล้ว เด็กเลือดออกเยอะขนาดนี้!”
“แม่คนนี้บ้าจริง ๆ สินะ! ตีลูกแบบนี้ได้ยังไง!!”
“เด็กจะเป็นลมแล้ว! รีบพาไปโรงพยาบาลเร็ว!”
ตอนนี้มีตำรวจอยู่ด้วย แถมคนก็มากันเยอะ เพื่อนบ้านแถวนั้นถึงได้กล้าเข้ามามุงดู พากันพูดวิจารณ์เสียงเซ็งแซ่
ร่างของเด็กชายในบ้านโงนเงน ก่อนจะอ่อนยวบล้มลงไป
