เมื่อตำรวจลับสายตาไป เซี่ยเหยียนก็หันกลับมา
ตำรวจที่อยู่ในบ้านเองก็พาผู้หญิงคนนั้นขึ้นรถตำรวจไปแล้ว ตอนนี้เธอยังคงด่าทอไม่หยุด
พวกเพื่อนบ้านที่มามุงดูเกาะหน้าต่างชี้ไม้ชี้มือพลางพูดคุยกัน บางคนยังชูนิ้วโป้งให้แม่ลูกเซี่ยเหยียนด้วย
“หนูน้อยกล้าหาญมากเลย!”
หยางฮุ่ยอวิ๋นฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนรีบจูงเซี่ยเหยียนลงไปชั้นล่างกลับบ้าน
บ้านหลังนี้เพิ่งเช่าได้ไม่นาน ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้าไปทีเดียวหนึ่งปี
เป็นห้องชุดเล็ก ๆ สองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นไม่กว้างนัก แต่จัดแต่งอย่างประณีตและอบอุ่น
เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เปลี่ยนใหม่ได้ยากก็จริง แต่ทั้งผ้าม่าน โต๊ะเขียนหนังสือ และแจกัน ล้วนเป็นของที่หยางฮุ่ยอวิ๋นไปเดินเลือกอย่างพิถีพิถันที่ตลาดค้าส่งตั้งหลายรอบ
ลูกสาวสุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด หยางฮุ่ยอวิ๋นทะนุถนอมเสียจนแทบไม่กล้าให้คลาดสายตา ต่อให้ย้ายบ้านแล้วก็ยังอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
พอกลับถึงบ้าน สีหน้าของหยางฮุ่ยอวิ๋นก็หม่นลงทันที
เธอกลัวจริง ๆ ว่าจะไปหาเรื่องผู้หญิงสติไม่ดีคนนั้นเข้า แม่ลูกสองคนพึ่งพากันอยู่ ส่วนญาติที่บ้านเกิดก็อยู่ไกล ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาก็คงช่วยไม่ทัน
ถ้าไม่ใช่เพราะเพิ่งจ่ายค่าเช่าไป ตอนนี้เงินติดตัวก็เหลือไม่มากแล้ว หยางฮุ่ยอวิ๋นคงรีบย้ายหนีไปหาที่หลบสักพักทันที
เซี่ยเหยียนสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาของหยางฮุ่ยอวิ๋น ถึงจะรู้ว่าไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เธอก็เข้าใจว่าต่อให้ปลอบยังไงตอนนี้ก็คงไม่ช่วยอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างนี้เพิ่งอายุสิบขวบ ยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก พูดอะไรไปก็ไม่มีน้ำหนัก
เซี่ยเหยียนยกน้ำอุ่นแก้วหนึ่งไปให้หยางฮุ่ยอวิ๋น แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “แม่ หนูเพิ่งย้ายโรงเรียนมา ยังไม่มีชุดนักเรียนเลย พรุ่งนี้จะใส่อะไรดี”
เจ้าของร่างเดิมยังเด็ก เรียนอยู่ชั้นประถม ก่อนหน้านี้หยุดเรียนไปหนึ่งปีเพราะป่วย
ปีนี้เดิมทีเธอควรขึ้นชั้นประถมสี่ แต่ตอนนี้ต้องเรียนซ้ำอีกปี กลับไปเรียนชั้นประถมสาม
บรรยากาศในโรงเรียนเมืองใหญ่ตึงเครียดเกินไป หยางฮุ่ยอวิ๋นจึงย้ายเซี่ยเหยียนมาเรียนโรงเรียนในอำเภอ เพราะเห็นแก่สุขภาพของลูกสาว
ผลการเรียนจะสำคัญไปกว่าสุขภาพของลูกได้ยังไง
พอพูดถึงเรื่องนี้ หยางฮุ่ยอวิ๋นก็หันมาสนใจจริง ๆ
“ถ้าลูกไม่พูด แม่คงลืมไปแล้ว ดูสิ แม่ขี้ลืมจริง ๆ”
หยางฮุ่ยอวิ๋นพูดพลางเดินไปค้นตู้เสื้อผ้า
เซี่ยเหยียนถอนหายใจโล่งอก นั่งเหม่ออยู่บนโซฟา
เดิมทีเธอเป็นเด็กที่พ่อแม่ไปทำงานไกลบ้าน ตั้งแต่เล็กก็โตมากับยาย แต่พออายุสิบขวบ ที่บ้านกลับส่งน้องชายคนหนึ่งมาให้เลี้ยงอีกคน
เซี่ยเหยียนจึงต้องเรียนไปด้วย ช่วยยายเลี้ยงน้องชายไปด้วย วัยรุ่นทั้งช่วงหมดไปกับการตรากตรำ เธอไม่เคยได้สัมผัสความรักจากแม่เลย
ต่อมายายเสียชีวิต เซี่ยเหยียนต้องทำงานไปด้วย จ่ายค่าเช่าบ้านไปด้วย แถมยังต้องส่งค่าเล่าเรียนให้น้องชาย ความกดดันหนักหนาจนแทบพังทลาย
ยังดีที่น้องชายเชื่อฟังพี่สาวอย่างเธอพอสมควร เธอบอกให้ไปทางตะวันออก เขาก็ไม่กล้าไปทางตะวันตก
จนกระทั่งตอนอายุ 28 ปี เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และมาอยู่ที่นี่ กลายเป็นตัวประกอบไร้ชื่อในเรื่อง เซี่ยเหยียนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
โชคร้ายคือเธอตายไปแล้ว
โชคดีคือสวรรค์มอบแม่ที่รักเธอมากให้คนหนึ่ง
เธอมีแม่แล้ว
ส่วนเรื่องเนื้อเรื่องอะไรนั่น ตัวร้ายอะไรนั่น เซี่ยเหยียนไม่ได้ใส่ใจนัก
ยังไงตอนนี้เธอก็มาอยู่ผิดช่วงเวลาเพราะระบบทำงานผิดพลาด เนื้อเรื่องยังไม่เริ่มต้น จึงไม่มีอะไรที่เธอต้องทำ
ช่วงเวลาเหล่านี้ราวกับขโมยมาได้
เซี่ยเหยียนใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเต็มที่
วันถัดมา
อากาศดีอีกวัน อากาศสดชื่น
แดดค่อนข้างแรง แต่ก็ไม่ได้ร้อนมาก
หยางฮุ่ยอวิ๋นปั่นจักรยานไปส่งเซี่ยเหยียนถึงหน้าโรงเรียน ระยะทางเดินแค่สิบกว่านาที ปั่นจักรยานใช้เวลาเพียงห้านาที
เซี่ยเหยียนนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนตอนเรียนประถมในตำบล เธอต้องเดินเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ นี่สินะ บ้านใกล้โรงเรียน
“ไปโรงเรียนแล้วก็เข้ากับเพื่อน ๆ ให้ดีนะ ถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน รีบโทรหาแม่เลย...”
หยางฮุ่ยอวิ๋นกำชับเซี่ยเหยียนไม่หยุด แต่เซี่ยเหยียนไม่รำคาญ กลับยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี
หลายวันก่อนหยางฮุ่ยอวิ๋นตั้งใจไปที่ศูนย์บริการโทรศัพท์เพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้เซี่ยเหยียน ก็เพื่อให้ลูกติดต่อหาเธอได้ทุกเมื่อ
สมัยนี้ยังไม่มีสมาร์ตโฟน มีแต่โทรศัพท์ปุ่มกดแบบแท่ง
โทรศัพท์เครื่องใหม่ราคา 500 หยวน สีขาว เครื่องเล็กกะทัดรัดและสวยมาก
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เซี่ยเหยียนคงเป็นนักเรียนประถมคนแรกในอำเภอที่พกโทรศัพท์ไปโรงเรียน
เซี่ยเหยียนวัยสิบขวบสวมกระโปรงสีชมพูสดใสอย่างเปิดเผย ผมถักเปียสองข้าง และสะพายกระเป๋านักเรียนใบใหม่ไว้ด้านหลัง
น่ารักสุด ๆ
เซี่ยเหยียนจูงมือแม่ไปลงทะเบียนกับครูฝ่ายปกครอง จากนั้นก็เดินตามครูประจำชั้นเข้าไปในห้องเรียน
คนในอำเภอมีไม่มาก โรงเรียนจึงไม่เหมือนในเมืองที่ชั้นปีหนึ่งมีตั้งสิบกว่าห้อง ชั้นประถมสามของโรงเรียนนี้มีแค่สี่ห้อง
โรงเรียนแบ่งห้องตามผลการเรียน แม้จะเป็นระดับประถมก็ยังมีห้องเรียนเก่งกับห้องเรียนอ่อน
หยางฮุ่ยอวิ๋นฝากคนช่วยวิ่งเต้นอยู่นาน กว่าจะให้เซี่ยเหยียนได้เข้าไปอยู่ห้องที่ค่อนข้างดี
ถึงเธอจะไม่สนใจว่าลูกสาวเรียนเก่งหรือไม่ แต่อย่างน้อยเด็กในห้องเก่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเชื่อฟังกว่า คิดเผื่อเรื่องที่ลูกจะได้มีเพื่อนในอนาคตด้วย
ครูประจำชั้นห้องหนึ่งเป็นครูผู้หญิงอายุสามสิบต้น ๆ รูปร่างท้วมเล็กน้อย นิสัยใจดี
ครูหวังยืนอยู่หน้าชั้นเรียน บอกว่ามีนักเรียนใหม่มา เสียงโหวกเหวกข้างล่างถึงค่อย ๆ เงียบลง
“สวัสดีทุกคน ฉันชื่อเซี่ยเหยียน”
เซี่ยเหยียนแนะนำตัวสั้นมาก
ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้รู้สึกกระตือรือร้นอะไรกับเด็กตัวเล็ก ๆ เต็มห้อง
เธอไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเด็กประถมสักเท่าไร
แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเธอน่ารักเกินไปจริง ๆ หน้าม้าตรงกับดวงตากลมโต เข้ากับผมเปียเล็ก ๆ สองข้าง แถมยังสวมชุดกระโปรงสีชมพู สวยราวกับตุ๊กตา
เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าเมื่อไรหรืออายุเท่าไร ธาตุแท้ของมนุษย์ก็คือชอบคนหน้าตาดี
เพื่อนร่วมชั้นทั้งห้องพลันตื่นเต้นกันขึ้นมา
“ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น!”
“เพื่อนใหม่ ที่ข้างฉันยังว่างนะ!”
“เซี่ยเหยียน เซี่ยเหยียน มานั่งตรงนี้กับฉันสิ!”
เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวดังระงมไปทั่วห้อง
สุดท้ายเซี่ยเหยียนก็ได้นั่งข้างหัวหน้าห้องหญิงที่อยู่แถวหลัง เพื่อนร่วมชั้นถึงค่อยสงบลง
ครูประจำชั้นจัดที่นั่งให้เซี่ยเหยียนเรียบร้อยแล้วก็พยักหน้า ก่อนเดินออกไป ไม่นานบทเรียนแรกของภาคเรียนใหม่ก็เริ่มขึ้น
