“อ้วก...”
ไป๋ลี่ฟูตายแล้ว แต่หลินตั้นจวงกลับก้มตัวลงอาเจียนทันที
ครั้งแรกที่ฆ่าคนก็เป็นแบบนี้ หวาดกลัว คลื่นไส้ แต่เดี๋ยวก็ชิน
“เสียดายขากระต่ายย่างนั้นชะมัด... อ้วก...”
อีกด้าน อู๋ไป๋ไล่ล่าเตี้ยเก้าผู้เป็นเจ้าตำหนักหออสูรทมิฬมาโดยตลอด
ขาข้างหนึ่งของเขาเละเป็นเนื้อเลือด ปากเปื้อนคราบเลือด หน้าซีดราวกระดาษ จ้องเขม็งมาที่อู๋ไป๋
“หลินไป๋ มันเป็นข้าที่ประมาทไป แต่ว่า ถ้าเจ้าฆ่าข้า นับจากนี้ไป เจ้าจะถูกตามล่าจากทั้งหออสูรทมิฬ”
อู๋ไป๋หัวเราะเย็นชา “พูดผิดแล้วล่ะ ฆ่าแกนั่นแหละ ฉันถึงจะปลอดภัย”
ง้างคันศรขึ้น
“ฟิ้ว!”
ศรชีวิตมรณะอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานไปทางเก้าเจ้าตำหนักด้วยเสียงแหวกอากาศอันน่าหวาดหวั่น
เก้าเจ้าตำหนักคำรามลั่น หลบหลีกสุดชีวิต
ตูม! พื้นดินระเบิดแตกกระจาย เก้าเจ้าตำหนักร้องโหยหวน ร่างกระเด็นลอยไป ซีกหนึ่งของร่างถูกแรงระเบิดซัดจนเละ
เขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุด แต่ก็รู้ดีว่าสภาพแบบนี้ไม่มีทางหนีรอด
เก้าเจ้าตำหนักยืนขึ้นช้าๆ เชิดหน้า จ้องอู๋ไป๋เขม็ง “หลินไป๋ คราวนี้ข้าแพ้แล้ว ใช้กระบี่ในมือเจ้า ให้ข้าตายทั้งร่างได้หรือไม่?”
อู๋ไป๋หรี่ตาเล็กน้อย นี่ยอมแพ้แล้ว?
แม้แต่มดปลวกยังรักชีวิต เจ้าเตี้ยนี่วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งมาตลอดทาง ยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้ ต้องมีพิรุธ
อู๋ไป๋ขี้เกียจเสวนา ง้างศรยิงออกไป
เก้าเจ้าตำหนักใบหน้าบิดเบี้ยว พลิกมือขึ้น ของสิ่งหนึ่งสีทองอร่ามปรากฏในมือ ดูคล้ายตะเกียงน้ำมันสีทอง
