รถยนต์วิ่งทะยานไปตลอดทาง
ราวห้าทุ่มเศษ ก็มาถึงเมืองเล็ก ๆ ริมชายแดน
ตอนนี้ห่างจากแนวชายแดนเพียงสองชั่วโมงหากนั่งรถ
ทุกคนลงจากรถ หาร้านเล็ก ๆ ที่ยังไม่ปิดร้าน กินอิ่มหนำสำราญแล้วออกเดินทางต่อ
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ถึงค่ายทหารหน่วยชายแดน
นี่เป็นครั้งแรกที่อู๋ไป๋ได้ใกล้ชิดกับค่ายทหาร
ที่นี่เป็นฐานทัพแบบทหารที่ป้องกันแน่นหนา ครบครันทั้งปืนและปืนใหญ่
จุดนี้ห่างจากแนวชายแดนแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นหากนั่งรถ
ตอนแรกสือหยวนเจิงหวังให้อู๋ไป๋อยู่ต่อสักวัน แต่เขาปฏิเสธ
เขาสัญญากับหลินตั้นจวงไว้แล้ว ว่าจะกลับไปกินบัวลอยกับเธอในวันขึ้นสิบห้าค่ำ
“ท่านสือหยวนเจิง รอให้มีเวลา พวกเราค่อยดื่มกินกันให้สนุก”
สือหยวนเจิงอาวรณ์อยู่บ้าง “คำไหนคำนั้นนะ”
อู๋ไป๋ยิ้มและพยักหน้า เขาชอบคบค้าสมาคมกับพวกชายฉกรรจ์ที่เปิดเผยจริงใจและเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนพวกนี้
“ถานอวิ๋น พาพวกเขาไปส่งที่แนวชายแดนอย่างปลอดภัย”
“รับทราบ”
อู๋ไป๋โบกมือ “ขอบใจ พวกเราไปกันเองได้แล้ว”
“พวกคุณไปกันเองได้เหรอ”
“วางใจเถอะ”
อู๋ไป๋ยกมือคารวะลาที กำลังจะจากไป ก็เห็นทหารหลายนายควบคุมตัวสามคนเดินมา
ถานอวิ๋นถาม “เกิดอะไรขึ้น พวกเขาเป็นใคร”
“รายงานครับ จับพ่อค้ายาเสพติดได้ที่ชายแดน พวกมันจะเข้ามาในแผ่นดินเรา พวกเราจับได้”
ทหารชายแดนไม่เพียงต้องกันข้าศึกบุกรุก ยังต้องต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพบ่อย ๆ
