อู๋ไป๋หรี่ตาลง รูม่านตาหดเล็กราวกับรวงข้าวสาลี
วิชาภาพลวงตาร้ายกาจยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะญาณทิพย์ เขาคงถูกหลอกไปแล้ว
ญาณทิพย์แผ่ขยาย ปกคลุมฮวามู่ไว้อย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าอีกฝ่ายคือใครกันแน่
ดวงตาของอู๋ไป๋ราวกับวังวนสองวังวน ข้างหนึ่งดำข้างหนึ่งขาว เปล่งแสงประหลาดน่าขนลุก
เคล็ดฟ้าลิขิต หนึ่งในวิชาลับ
“มายาลวงตานับพันหมื่นบดบังฟ้าลิขิต ใจกระจ่างแจ้งสรรพสิ่งก็ปรากฏ”
อู๋ไป๋พึมพำ เคล็ดฟ้าลิขิตผสานกับญาณทิพย์ สลายมายาทั้งปวงให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
ทันใดนั้นปากของอู๋ไป๋ก็อ้าค้างทีละนิด
เขาเห็นอะไร แดนสุขาวดีตรงหน้ามลายหายไป กลายเป็นถ้ำรกร้างว่างเปล่าเย็นเยียบ
สาวงามยั่วยวนพวกนั้นกลายเป็นหุ่นกระดาษ
สระน้ำเบื้องหน้าสาบสูญ กลายเป็นร่องน้ำส่งกลิ่นเน่าเหม็น ผิวน้ำเต็มไปด้วยซากสัตว์และศพคน
พื้นดินเกลื่อนกลาดไปด้วยโครงกระดูก
ส่วนฮวามู่และคนที่มีลมหายใจเหล่านั้น ก็กลายเป็นเพียงพอนตัวมหึมาชวนหวาดกลัว
พวกเพียงพอนเหล่านี้ใหญ่โตถึงสามกว่าเมตร ปากแหลมเขี้ยวยาว อัปลักษณ์น่าสะพรึงกลัว
ซีเหมินอวิ๋นอี้เอนตัวหนุนตักเพียงพอนอ้วนพีอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยท่าทีลามกอนาจาร จับอุ้งเท้าหน้าหนาใหญ่มีขนฟูของเพียงพอนลูบไล้เบา ๆ
เพียงพอนอ้วนพีตัวนั้นก้มหัวลง เมือกเหนียวไหลยืดเต็มมุมปาก
อู๋ไป๋แทบจะอาเจียนออกมา
เขาลุกขึ้นยืน ตัวโคลงเคลง พลางใช้ไม้บรรทัดดำข้างตัวเป็นไม้เท้าพยุง เขาเดินตรงไปทางซีเหมินอวิ๋นอี้ ปากก็พึมพำว่า “ดื่มมากไปหน่อย เหล้าจอกนี้ฤทธิ์แรงมาก”
