เฮ่ออวิ๋นอี้ขยี้จมูก เงยหน้าขึ้นก็เห็นอู๋ไป๋กับอีกสองคนยืนอยู่หน้าตำหนักใหญ่
เขาเอามือไพล่หลัง เดินส่ายอาด ๆ เข้ามา ยังคงทำท่าไม่สนใจใครเหมือนเดิม
“คารวะเจ้าตำหนักที่หก!”
“คารวะเจ้าตำหนักที่หก”
เฉินเยวียนกับลู่หยวนซานรีบโค้งคำนับทักทาย
เฮ่ออวิ๋นอี้โบกมืออย่างวางท่า ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่อู๋ไป๋
“เจ้าคือหลินไป๋?”
“ใช่ คารวะเจ้าตำหนักที่หก”
เฮ่ออวิ๋นอี้ผงกศีรษะเล็กน้อย “ตามข้ามา”
อู๋ไป๋เดินตามเฮ่ออวิ๋นอี้เข้าไปในตำหนักใหญ่ มองสำรวจรอบด้าน
ตำหนักกว้างขวางตกแต่งหรูหรา คานแกะสลักระบายสี บนพื้นปูพรมแดงยาวไปจนถึงส่วนลึกของตำหนัก
เข้าไปด้านในตำหนัก มีแท่นยกพื้น แท่นนั้นมีบัลลังก์ทองคำตั้งอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นทองแท้หรือแค่ชุบทอง
สองข้างแท่นยกพื้น เรียงรายด้วยเก้าอี้สองแถว
เฮ่ออวิ๋นอี้นั่งตัวตรงบนบัลลังก์ ทรงอำนาจเต็มเปี่ยม
“นั่งสิ!”
เฮ่ออวิ๋นอี้ชี้ไปที่เก้าอี้ด้านล่าง
“ขอบคุณเจ้าตำหนักที่หก”
ทั้งสามคนนั่งลง
ขณะนั้นเอง หญิงสาวสองนางที่มีรูปร่างงามสง่า ใบหน้าสะสวย นุ่งห่มผ้าบางเบาเห็นเนื้อเห็นหนังเดินออกมาจากด้านหลัง
นางหนึ่งถือผลไม้ อีกนางถือน้ำชา
ทั้งสองมาถึงสองข้างบัลลังก์ ปรนนิบัติเฮ่ออวิ๋นอี้ดื่มชา
อู๋ไป๋: “……”
พวกหน้าด้าน
ตัวเองกินผลไม้ จิบน้ำชา แถมยังมีสาวงามคอยรับใช้
พวกเขาสามคนรออยู่ข้างนอกเกือบสามชั่วโมง ไม่เห็นจะมีน้ำชาสักแก้ว
เฉินเยวียนกับลู่หยวนซานดูเหมือนจะชินแล้ว ไม่มีสีหน้าไม่พอใจแต่อย่างใด
