ขณะเดียวกันนั้น เสียงประกาศก็ดังขึ้นในจิตใจของจงอวี่เยียน
[ยินดีด้วยนายท่าน เปิดแพ็กเกจของขวัญมือใหม่สำเร็จแล้ว
ได้รับ:
การ์ดหลอมรวมทักษะกับร่างเดิม 1 ใบ
พื้นที่พกพา 10 ตารางเมตร (อัปเกรดได้)
ไมโครโฟนดักฟังยุคใหม่ 5 ชิ้น
แผ่นมาสก์ปลอมใบหน้า 2 แผ่น (แต่ละแผ่นใช้ได้นานไม่จำกัด ใช้ครั้งเดียวทิ้ง)
การ์ดตัวเบาราวนกนางแอ่น 2 ใบ (ใช้ได้นาน 4 ชั่วโมง)
ปืนพกเก็บเสียง 1 กระบอก (กระสุนไม่จำกัด)
คะแนนพื้นฐาน: 100]
จงอวี่เยียนพอใจแล้ว เป็นอย่างที่คิด นิยายไม่เคยหลอกเธอ ของที่ระบบผลิตล้วนเป็นของดีทั้งนั้น
เธอใช้การ์ดหลอมรวมทักษะก่อนเป็นอย่างแรก
ไม่กี่นาทีต่อมา จงอวี่เยียนก็รู้สึกเสียดายหญิงสาวคนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
หญิงสาวคนนี้มีฝีมือทางการแพทย์เป็นเลิศ อีกทั้งยังพูดได้ถึงห้าภาษา ได้แก่ อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน รัสเซีย และฝรั่งเศส
ตอนศึกษาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น เธอได้เข้าร่วมกองทัพช่วยชาติ และแอบเรียนวิชาต่อสู้ การยิงปืน และการสื่อสารทางวิทยุ
คนมีความสามารถเช่นนี้ กลับต้องมาตายในมือคนกันเอง
‘ระบบ ร่างเดิมไปไหนแล้ว?’
[ร่างเดิมมีบุญกุศลสะสมมาสามชาติ ชาติหน้าจะได้เกิดในครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขไปตลอดชีวิต]
จงอวี่เยียน: …
‘พูดเหมือนกับว่าฉันมาอยู่ที่นี่เพราะไม่ได้ทำบุญอย่างนั้นแหละ’
[นายท่านอย่าดูถูกตัวเองสิคะ]
จงอวี่เยียนถึงกับพูดไม่ออก ‘ก็ได้ ในเมื่อมาแล้วก็อยู่ให้เป็นแล้วกัน’
[นายท่าน ภารกิจมาแล้วค่ะ]
[ภารกิจที่ 1: ติดต่อกับจุนถ่งให้สำเร็จ]
[ภารกิจที่ 2: ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของพรรคเราให้สำเร็จ]
มีสองภารกิจ แต่จุดประสงค์เหมือนกัน
แต่สภาพของเธอตอนนี้ จะออกไปติดต่อลับได้อย่างไรกัน?
ไม่สิ ดูเหมือนเธอไม่ต้องขยับตัวเลยด้วยซ้ำ
เรื่องที่เธอถูกยิง ตอนนี้ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกองทัพช่วยชาติหรือกองทัพก๊กมินตั๋น ต่างก็ได้รับข่าวแล้ว
เพราะอย่างนั้น ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องส่งคนเข้ามาสืบหาสถานการณ์ของเธอแน่นอน
ถ้าอย่างนั้น ขอแค่เธออยู่ในห้องพักฟื้น ก็จะติดต่อได้สำเร็จแล้วเหรอ? ง่ายขนาดนี้เลยหรือ?
จงอวี่เยียนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ประสบการณ์จากละครโทรทัศน์บอกเธอว่า ในสถานะเช่นนี้ เธอต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะฉะนั้น เธอจะเอาแต่นั่งรอไม่ได้!
อย่างน้อยเธอก็ต้องขยับตัวไปดูสถานการณ์รอบ ๆ ให้รู้เขารู้เรา
เธอลุกขึ้นนั่ง ศีรษะยังมึนมากจนเกือบหน้าคะมำลงพื้น
เธอประคองตัวให้มั่น หลับตาลงพักครู่หนึ่งจึงรู้สึกดีขึ้น
เธอค่อย ๆ หย่อนเท้าลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วขยับไปทีละนิดจนถึงประตู ก่อนยื่นมือเปิดออก
หน้าประตูมีทหารประเทศญี่ปุ่นสองคนยืนเฝ้าอยู่ พอเห็นเธอเปิดประตู ทั้งคู่ก็มองเธออย่างระแวดระวังทันที
ระแวดระวัง? ทำไมถึงแสดงท่าทีแบบนี้?
จงอวี่เยียนประหลาดใจอยู่ในใจ แต่สีหน้าไม่แสดงออก เธอยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน แล้วพูดภาษาญี่ปุ่นว่า
“ช่วยไปตามพยาบาลผู้หญิงให้หน่อยได้ไหม ฉันอยากไปเข้าห้องน้ำ”
ทหารประเทศญี่ปุ่นสบตากัน คนที่อยู่ทางซ้ายโค้งคำนับให้เธอ “ไฮ” แล้วหันหลังเดินจากไป
ไม่นาน ทหารคนนั้นก็พาพยาบาลหญิงคนหนึ่งกลับมา
“คุณหมอจง” พยาบาลสาวคนนี้ก็อยู่ในความทรงจำของร่างเดิมเช่นกัน เธอชื่อหวังชุนเหมย เป็นเด็กสาวขี้อายคนหนึ่ง
“ชุนเหมย รบกวนช่วยพยุงฉันไปเข้าห้องน้ำหน่อยได้ไหม?” จงอวี่เยียนพูดเสียงเบา
“ได้ค่ะ คุณหมอจงค่อย ๆ เดินนะคะ”
หวังชุนเหมยรีบพยักหน้า แล้วยื่นมือมาพยุงจงอวี่เยียน ค่อย ๆ พาเธอเดินไปทีละก้าวอย่างนุ่มนวล
ทหารประเทศญี่ปุ่นสองคนเดินตามหลังพวกเธอมา จงอวี่เยียนรู้สึกได้ว่าสายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่เธอตลอดเวลา
ระหว่างทาง จงอวี่เยียนอดทนกับอาการเวียนหัว พลางลอบสังเกตสถานการณ์รอบตัว
ดูเหมือนชั้นที่เธอพักอยู่จะถูกเคลียร์พื้นที่ ระหว่างเดินมานานขนาดนี้ก็ไม่เห็นใครเลยสักคน
“วันนี้ทำไมคนในโรงพยาบาลถึงน้อยจังคะ?” จงอวี่เยียนถาม
“เพื่อความปลอดภัยของคุณหมอจง ชั้นที่คุณพักอยู่ถูกกันไว้ค่ะ ได้ยินว่าท่านนายพลยามาดะสั่งด้วยตัวเองเลยนะคะ” หวังชุนเหมยพูดอย่างตื่นเต้น
จงอวี่เยียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ “ท่านนายพลยามาดะทำเกินเหตุไปแล้ว ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
“ไม่เกินเหตุเลยค่ะ ท่านนายพลยามาดะให้ความสำคัญกับคุณหมอจงมากจริง ๆ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก…”
พอมาถึงห้องน้ำ จงอวี่เยียนเดินเข้าไปในห้องกั้น สีหน้าของเธอก็พลันเคร่งขรึม สิ่งที่เห็นระหว่างทางผิดปกติไปหมด ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
“ก๊อก ก๊อก ก๊อกก๊อกก๊อก…”
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะดังมาจากผนังกั้น
จงอวี่เยียนกำลังหงุดหงิดอยู่พอดี พอได้ยินเสียงเคาะจากห้องข้าง ๆ ไม่หยุด จึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “คนห้องข้าง ๆ มีอะไรก็พูดมา เคาะอยู่ได้”
พอเธอพูดจบ ห้องข้าง ๆ ก็เงียบลงทันที
ตอนนั้นจงอวี่เยียนทำธุระเสร็จแล้ว เธอไม่ได้ใส่ใจ ลุกขึ้นผลักประตูออกมา
“คุณหมอจง เสร็จแล้วหรือคะ?” หวังชุนเหมยรีบเข้ามาพยุงเธอ
“อืม” จงอวี่เยียนตอบพลางล้างมือ “ฉันเวียนหัวนิดหน่อย กลับกันเถอะ”
“ได้ค่ะ” หวังชุนเหมยพยุงเธอเดินออกไปอย่างระมัดระวัง ระหว่างทางก็ถามขึ้นเหมือนไม่ได้ใส่ใจว่า “คุณหมอจง เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?”
จงอวี่เยียนทนกับอาการเวียนหัวแล้วตอบว่า “ไม่รู้ว่าใครอยู่ในห้องข้าง ๆ เอาแต่เคาะผนังกั้นไม่หยุด เดิมทีฉันก็ปวดหัวอยู่แล้ว พอเขาเคาะแบบนั้นก็ยิ่งปวดกว่าเดิม”
“อ้าว ใครกันไร้มารยาทขนาดนั้น”
“ไม่รู้เหมือนกัน” จงอวี่เยียนรู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว ศีรษะก็เริ่มหมุนจริง ๆ เธอฝืนประคองสติกลับมาถึงห้องพักฟื้น แล้วเอนตัวลงบนเตียง
หวังชุนเหมยห่มผ้าให้เธอ แล้วพูดเสียงเบาว่า “ให้ฉันไปตามหมอมาฉีดยาให้ไหมคะ?”
จงอวี่เยียนปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก เป็นอาการตกค้างจากการกระทบกระเทือนทางสมอง ต้องพักฟื้นเอา อีกอย่าง ฉีดยากล่อมประสาทบ่อย ๆ ก็ไม่ดี รบกวนคุณแล้ว ฉันพักเองสักหน่อยก็หาย”
“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณหมอจงพักผ่อนให้ดีนะคะ” หวังชุนเหมยพูดจบก็เดินออกไป
ในห้องเหลือเพียงจงอวี่เยียนอีกครั้ง เธอนอนหงายเงียบ ๆ อยู่นาน อาการเวียนหัวจึงค่อยทุเลาลง
ตอนนั้นเอง เธอถึงเริ่มทบทวนภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เห็นเมื่อครู่
ทบทวนเสร็จ เธอจึงสื่อสารกับระบบในใจ ‘ระบบ ฉันถูกจับตาดูอยู่หรือเปล่า?’
[นายท่านเก่งมากเลยค่ะ เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อทำงานสายนี้เลย ใช่ค่ะ คุณกำลังถูกจับตาดูอยู่]
เป็นอย่างที่คิด เธอไม่ได้รู้สึกไปเอง
ตอนเห็นเธอเปิดประตู ทหารประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ถามก่อนว่าเธอต้องการอะไร แต่กลับมีปฏิกิริยาเป็นการระแวดระวัง
ความระแวดระวังแบบนี้ไม่ได้มีไว้ใช้กับคนที่ต้องคุ้มครอง แต่ใช้กับคนที่ต้องเฝ้าจับตาต่างหาก
แล้วท่าทีของหวังชุนเหมยก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน
จากภูมิหลังและนิสัยปกติของเด็กสาวคนนี้ในความทรงจำของร่างเดิม ต่อให้เธออยากเอาใจจงอวี่เยียน ก็คงพูดแค่ว่า “กองทัพญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคุณมากจริง ๆ”
ไม่ใช่เอ่ยชื่อท่านนายพลยามาดะออกมาอย่างรู้ดีทุกเรื่องแบบนั้น
สิ่งผิดปกติเหล่านี้บอกเธอว่า เธอกำลังถูกจับตาดูอยู่
แปลกจริง ๆ เธอเป็นแค่หญิงทรยศชาติที่ถูกจุนถ่งลอบสังหาร มีอะไรให้พวกเขาต้องจับตาดูด้วย?
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จงอวี่เยียนก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้
‘หรือว่าเป็นเพราะข่าวกรองที่ร่างเดิมขโมยมา?’
[นายท่านคิดประเด็นสำคัญได้ด้วยตัวเอง เปิดเนื้อเรื่องลับแล้วค่ะ]
[ข่าวกรองที่ร่างเดิมขโมยมามีความสำคัญมาก จนทำให้กองทัพญี่ปุ่นกวาดล้างไม่สำเร็จ หลังตรวจสอบแล้วพบว่ามีเพียงไม่กี่คนที่เข้าถึงข่าวกรองได้ เมื่อตรวจสอบทีละคน ร่างเดิมกับอีกสองคนจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญ]
[วันนั้น ต่อให้ร่างเดิมไม่ถูกสายลับจุนถ่งมือใหม่คนนั้นลอบสังหาร ก็จะถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพญี่ปุ่นจับกุมอย่างลับ ๆ อยู่ดี ตามเส้นเรื่องเดิม ร่างเดิมถูกลอบสังหารจนเสียชีวิตก่อนถูกจับกุมลับ ๆ จึงพ้นจากข้อสงสัยไปโดยปริยาย]
[แต่ตอนนี้นายท่านมาแทนที่ จากที่ควรตายกลายเป็นบาดเจ็บสาหัส แม้เหตุผลที่นายท่านบาดเจ็บสาหัสจากการถูกลอบสังหารจะทำให้พวกเขาไม่อาจจับกุมอย่างลับ ๆ ได้ แต่ก็ยังคงถูกสงสัยอยู่ดี]
[พวกเขาสงสัยว่าคุณกำลังใช้กลอุบายแสร้งบาดเจ็บเพื่อให้คนตายใจ เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณจึงถูกจับตาดูอยู่]
จงอวี่เยียนขมวดคิ้ว ถ้าอย่างนั้นสายลับจุนถ่งมือใหม่คนนั้นก็กลายเป็นช่วยเธอโดยไม่ตั้งใจสินะ
เธอสื่อสารกับระบบในใจว่า ‘ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือเก็บตัวเงียบ ๆ ไม่ข้องเกี่ยวกับใคร แต่ภารกิจที่คุณให้ฉันทำกลับเป็นการไปติดต่อ ในเวลาแบบนี้ ถ้าไปติดต่อกัน ไม่เท่ากับทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นหรือ?’
[นายท่านลองเดาอีกสักหน่อยสิคะ]
จงอวี่เยียน: เดาเหรอ?
เธอรู้สถานการณ์ของตัวเอง จึงรู้ว่าการไม่เคลื่อนไหวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่กองทัพก๊กมินตั๋นกับกองทัพช่วยชาติไม่รู้เรื่องนี้
ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาอยากทำที่สุดคือสืบให้แน่ชัดว่าสถานการณ์ที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องยอมเสี่ยงเข้ามาติดต่อแน่นอน
เจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนหนึ่งจำเป็นต้องเก็บตัวเงียบเพราะถูกศัตรูจับตาดู แต่พวกพ้องกลับไม่รู้เรื่องนี้ แถมยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อมาติดต่อกับเธอ
แค่คิดถึงสถานการณ์แบบนี้ก็ปวดหัวแล้ว
นี่มันทางตันชัด ๆ
เพราะฉะนั้น…
‘ภารกิจของคุณไม่ได้ให้ฉันติดต่อให้สำเร็จ แต่ให้ฉันพลิกสถานการณ์ต่างหาก’
