ซูมู่โอบมู่ฉางเกอเดินเข้าห้องพักผู้ป่วยได้ไม่นาน ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากสุดทางเดิน
“ฉางเกอ ฉางเกออยู่ไหม?”
ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกผลักเปิดจากด้านนอก ป้าร่างท้วมสวมเสื้อผ้าฝ้ายลายดอกไม้คนหนึ่งพรวดพราดเข้ามา
ในมือยังถือถุงพลาสติก ข้างในมีหมั่นโถวแข็งโป๊กอยู่หลายลูกกับน้ำพริกเถ้าแก่เก่าอยู่หนึ่งขวด
พอเข้ามา เธอก็ตรงดิ่งไปที่เตียงคนไข้ทันที เมื่อเห็นเฉินกุ้ยฉินนอนอยู่ตรงนั้น น้ำตาก็ไหลพราก
“สวรรค์ช่วย! กุ้ยฉิน เธอลำบากแย่เลย”
ป้าคนนั้นคว้ามือเฉินกุ้ยฉินไว้ น้ำตาน้ำมูกเปรอะเต็มหน้า
“เมื่อกี้ฉันได้ยินบ้านลุงหลิวข้าง ๆ พูดถึงเรื่องทางนี้ เลยลุกจากผ้าห่มรีบมาทันที”
มู่ฉางเกอรีบเดินเข้าไปประคองแขนเธอ
“ป้าหลี่ ใจเย็นก่อนค่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว”
ป้าหลี่ใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า ก่อนหันกลับมามองมู่ฉางเกอ แล้วเหลือบตามองตามสายตาเธอไปยังซูมู่ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง
ซูมู่ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง พิงไหล่ข้างหนึ่งกับกรอบประตู
ป้าหลี่กลอกตาไปมาสองรอบ ก่อนดึงมือมู่ฉางเกอไปด้านข้างสองก้าวแล้วลดเสียงลง แต่ระดับเสียงของเธอคงดังไปถึงสุดทางเดิน
“ฉางเกอจ๊ะ หนุ่มที่ยืนตรงประตูนั่นเป็นใครเหรอ?”
“เป็น...เป็นเพื่อนหนูค่ะ”
ปลายหูของมู่ฉางเกอแดงขึ้นมา
“เพื่อนเหรอ?”
ป้าหลี่ลากเสียงยาว พลางกวาดตามองซูมู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่นานถึงห้าวินาที
“เพื่อนที่ไหนจะขับรถหรูขนาดนั้นมาส่งเธอกลางดึก?”
เธอขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เสียงเบาลงกว่าเดิม แต่ยังดังลั่นเหมือนโทรโข่ง
“หนุ่มคนนี้หน้าตาหล่อจริง ๆ สูงด้วยนะ แม่เธอตื่นมาเห็นเข้าต้องดีใจแน่”
ใบหน้ามู่ฉางเกอแดงลามจากใบหูไปถึงลำคอ
“ป้าหลี่ อย่าพูดไปเรื่อยสิคะ”
“ฉันพูดไปเรื่อยที่ไหน นี่ฉันกำลังชมว่าเธอตาถึงต่างหาก”
ป้าหลี่ตบหลังมือมู่ฉางเกอเบา ๆ สีหน้าราวกับคนมีประสบการณ์
มู่เซี่ยวเซี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อาศัยจังหวะที่พี่สาวไม่ทันสังเกต พยักหน้าหงึก ๆ ให้ป้าหลี่หลายครั้ง
ปากขยับไร้เสียงเป็นคำว่า “พี่เขย”
ป้าหลี่เข้าใจทันที ยิ้มจนตาหยีเป็นเส้น
“เอาละ ฉางเกอ ฉันจะเฝ้าแม่เธอเอง วางใจได้เลย”
ป้าหลี่ลากเก้าอี้พับที่อยู่ข้าง ๆ มานั่ง วางถุงพลาสติกลงบนโต๊ะข้างเตียง ทำท่าเหมือนเตรียมสู้ยืดเยื้อ
