เมื่อเห็นจางเฟิ่งเสียวิ่งหนีไปอย่างขายหน้า เซียวเหย่ก็หัวเราะเยาะหนึ่งครั้ง
หันมามองเสิ่นหว่านถัง ยกกระต่ายในมือขึ้น ดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา “พี่สะใภ้ กลับบ้านไปกินกระต่ายกันไหม?”
เซียวเหิงเดินแทรกกลาง ไม่อยากสนใจเขาด้วยซ้ำ
ทั้งสามคนลงบันทึกคะแนนงานแล้วกลับบ้าน พอเขามาในลานบ้านก็เห็นหลิวชุ่ยฮวากำลังร้องไห้
เสิ่นหว่านถังไม่ได้พูดอะไร เดินเข้าห้องของเซียวเหิงไป
เซียวเหย่พูดขึ้นลอย ๆ “แม่ วันนี้มีเรื่องดีใจอะไรหรือเปล่า ถึงดีใจจนร้องไห้เลย”
หลิวชุ่ยฮวาเดิมทีอยากจะบอกว่าได้ยินเรื่องนินทามาทั้งวัน จนขายหน้าหมดแล้ว
แต่พอเห็นกระต่ายในมือเซียวเหย่ ก็ลุกขึ้นทันที “พวกแกจับกระต่ายมาได้หรือ?”
“เร็ว ๆ เข้า เอาไปแขวนไว้ พรุ่งนี้ส่งไปที่สหกรณ์ กระต่ายตัวโตขนาดนี้ ยังไงก็ต้องแลกข้าวโพดบดได้สิ้นสิบชั่งเลยนะ พอกินสำหรับทั้งครอบครัวเรา”
นางรีบวิ่งเข้ามาอย่างมีความสุข ยกขึ้นชั่งน้ำหนัก “โอ้โห ตัวนี้คงได้สี่ชั่งกว่า ๆ เลยนะ ไปที่ร้านอาหารรัฐยังขายได้ตั้งสองหยวนห้าเหมาแน่ะ”
อองกุ้ยฟางก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ รู้ว่าคงไม่ได้กินกระต่ายตัวนี้แน่ แต่ก็ยังอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “กระต่ายตัวนี้มันอ้วนจริง ๆ เจ้าสี่ พวกแกจับมันมาได้ยังไง ดูแล้วไม่มีรอยบาดเจ็บเลย หนังยังดีอยู่ ไม่แน่คนอื่นอาจจะให้เงินเพิ่มอีกสองสามเหมาก็ได้”
เซียวเหย่พูดยิ้ม ๆ “พี่สะใภ้ผมจับได้น่ะ แม่ ขายไม่ได้นะ วันนี้ตุ๋นกระต่ายเลยดีกว่า จะได้บำรุงสุขภาพ”
