ไป๋อวี้เจี๋ยได้ยินดังนั้นเบ้าตาก็แดงก่ำ น้ำตาร่วงพรูราวกับไข่มุก
หญิงหวังสบถด่าอย่างไร้ความปรานี “ทำเป็นน่าสงสารไปให้ใครดู ที่นี่ไม่มีผู้ชาย เจ้าคิดจะใช้ไม้นี้ง้องอนชายหนุ่ม นับว่ามาผิดที่เสียแล้ว!”
ไป๋อวี้เจี๋ยคิดถึงชะตาชีวิตอันขมขื่นของตน กลั้นไม่อยู่ร่ำไห้สะอึกสะอื้นออกมา
หญิงหวังมองแล้วยิ่งเดือดดาล จะมีเหตุผลอันใดอีก ลูกชายข้าไม่ใช่ถูกเจ้าทำร้ายจนตายหรอกรึ?
ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!!
นางคว้าไม้ขนไก่เตรียมจะฟาด
ไป๋อวี้เจี๋ยพลันร้องลั่น “เอ้อจู้ เอ้อจู้ เจ้ารีบมา...”
หญิงหวังได้ฟัง พลันไม่กล้าตี ชักมือกลับ แต่ยังคงจ้องนางด้วยแววตาดุดัน “หญิงชั่ว เจ้าคอยดูเถิด ข้าจะคอยดูว่าไอ้ไท่เจี้ยนไร้สมรรถภาพนั่น จะปกป้องเจ้าไปได้อีกนานเท่าใด??”
พูดจบนางก็กระทืบเท้าออกจากห้องไปด้วยความโกรธ
ทิ้งไว้เพียงไป๋อวี้เจี๋ยผู้เดียวนั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนขอบเตียง
ในหัวงสมองของนาง อดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงภาพที่เฉินเอ้อจู้ต่อยหวังหู่ด้วยความโกรธ และตบหน้ามารดาสามีอย่างบ้าคลั่ง แววตาค่อย ๆ เปล่งประกายสดใสขึ้นมา
“เอ้อจู้ หากเจ้าสามารถปกป้องข้าได้ ถึงแม้ร่างกายเจ้าจะไม่สมประกอบ ข้า...ข้าก็ยินดีอยู่กับเจ้า! เพียงแต่ มารดาสามีต้องการสองแสนนั่น...”
คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็หม่นหมองลงทันที ถอนหายใจเบา ๆ
สองแสน ในสายตาของนาง คือราคาที่สูงลิบลิ่ว เฉินเอ้อจู้จะหามาได้อย่างไร?
...
เฉินเอ้อจู้กลับถึงบ้านตนเอง ก้นยังไม่ทันได้อุ่น ก็ได้ยินเสียงคนเข้ามา
เขาชักระแวดระวังขึ้นทันที จะใช่หวังหู่ส่งคนมาล้างแค้นหรือไม่
เขารีบออกไปทันใด มองดู พบว่าคนที่มาคือญาติบ้านตนเองหลายคน อาแปะ และเฉินหย่งญาติห่าง ๆ รวมไปถึงอาเขย
สีหน้าเขาถมึงทึงลงทันที เขารู้ว่าพวกเขามาทำไม
สมดังคาด อาแปะพูดตรงประเด็นทันที
“เอ้อจู้เอ๋ย ดูพ่อเจ้าเสียชีวิตก็เกือบปีแล้ว เงินค่าทำศพห้าหมื่นนั่น พวกข้ายังอุตส่าห์ออกให้ เจ้าควรจะคืนเงินได้แล้วมิใช่หรือ?”
เฉินเอ้อจู้รีบยิ้มหน้าชื่นประจบ “อาแปะ อาเขย เฉินหย่ง พวกท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ เงินนี่ ข้าจะรีบเอาไปคืนให้เร็วที่สุด!”
เฉินหย่งพลันพ่นลมไม่พอใจ “เจ้าจะเอาอะไรมาคืน? ตัวเองก็ไม่มีความสามารถหาเงิน หมกตัวอยู่ในหมู่บ้านทั้งวัน จะมีรายได้อะไร?”
เฉินเอ้อจู้สีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “คำนี้ของท่าน ไม่มองคนต่ำเกินไปหน่อยหรือ?”
ขณะนั้น อาเขยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เอ้อจู้เอ๋ย ที่จริงวันนี้พวกเรามาหาเจ้า หลัก ๆ ก็เพื่อหารือกัน เงินนี้ เจ้าไม่ต้องคืนก็ได้ บ้านเจ้าติดที่ดินมิใช่หรือ? เอาที่ดินนั้นมาตีใช้หนี้ให้พวกเราก็พอ อย่างไรเสีย ที่ดินนั่น เจ้าก็ทำไร่ไม่ไหวมิใช่รึ?”
สีหน้าของเฉินเอ้อจู้พลันมืดครึ้มลงทันที ที่แท้พวกเขาหมายตาที่ดินของบ้านตน
ที่ดินสำหรับชาวนาแล้ว ก็คือรากของชีวิต
อาแปะก็หัวเราะ “ใช่แล้ว เอ้อจู้ เขยพูดถูกแล้ว ที่ดินนั่นสำหรับเจ้า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ผู้เอามาให้พวกเราดีกว่า ยิ่งกว่านั้น พวกเราก็ไม่เอาไปทั้งหมดหรอก เอาแค่สามหมู่ทางหัวหมู่บ้านตะวันออกพอดี ลงตัวดี พวกเราบ้านละหนึ่งหมู่ ไม่มีปัญหากระมัง?”
เฉินเอ้อจู้ขมวดคิ้วเล็กน้อย พวกเขาคิดแผนอะไรอยู่?
อาเขยยิ้มร่า “เอ้อจู้เอ๋ย อาแปะเจ้าตั้งใจจะสูขอให้เจ้าคนหนึ่ง อีกฝ่ายเป็นสาวในหมู่บ้านเรา หน้าตางดงาม แค่เป็นใบ้ แต่เจ้าก็อย่าได้รังเกียจ อย่างไรเสีย ด้วยสภาพของเจ้าแล้ว คนเขาไม่รังเกียจจนนับว่าดีมากแล้ว! ก็แค่สินสอดนี่ เจ้าอาจต้องออกมากหน่อย!”
เฉินเอ้อจู้สีหน้าถมึงทึงกว่าเดิม โกรธจนตวาด “เช่นนั้นข้าก็ควรขอบคุณพวกท่านที่ลำบากเปล่าแล้ว!”
อาเขยหัวเราะลั่น “ไม่ต้องไม่ต้อง เจ้าแค่เอาที่สามหมู่นั่นให้พวกเราก็พอ วางใจได้ เรื่องนี้ ข้ารับรองทำให้สำเร็จ!”
เฉินเอ้อจู้แค่นเสียงเย็น “ขออภัย เรื่องสูขอนี้ ข้าไม่สนใจ! แล้วก็ ที่ดินบ้านเรา จะไม่ยกให้พวกท่านฟรี ๆ หรอก! พวกท่านกลับไปเถิด เงินค้างพวกท่าน รวมต้นรวมดอก ข้าจะคืนภายในหนึ่งเดือน!”
สิ้นคำเขา สีหน้าอาเขยกับอาแปะที่เปื้อนยิ้มพลันกลายเป็นเยือกแข็งทันที
สีหน้าเฉินหย่งยิ่งดำทะมึนลง ชี้หน้าเขาด่า “เฉินเอ้อจู้ เจ้าอย่าได้ไม่สำนึกว่าเขาให้เกียรติ เจ้าคิดว่าพวกเรามาแจ้งเจ้าหรือ? พวกเราแค่มาเล่าให้ฟังเสียหน่อย เรื่องเอกสารเดี๋ยวพวกเราจะไปจัดการกับผู้ใหญ่บ้านเอง ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่งเลย เข้าใจรึ?”
เฉินเอ้อจู้แววตาดุดัน จ้องเขาแล้วตอบเย็นชาว่า “เอาเล็บมือของเจ้าออกไป อย่ามาชี้หน้า!”
เฉินหย่งเดือดดาล เบิกตาโพลงแล้วเห่าฮึด “แกมันกากอะไร มาตีเนียนกับฉัน? ไม่อีกฉี่ส่องหน้าเจ้าดูท่าทางหมีนั่น ข้าวของบ้านเราเฉิน มีแกนี่แหละเจ๊งสุดแล้ว ไร้หน้าครอบครัวเฉินชะมัด!!”
ด้านข้าง อาแปะกับอาเขยรีบห้ามปราม ดึงแขนญาติห่างเฉินหย่งออกไป
อาเขยยิ้มชอบใจ “เอ้อจู้เอ๋ย อย่าเพิ่งโกรธไปเลย เขานิสัยก็งี้ ไม่มีเจตนาร้ายหรอก! เอาเป็นว่า พวกเราไปก่อนนะ!!”
มองดูอาแปะกับอาเขย ทั้งดึงทั้งรั้งพาเฉินหย่งออกไป เฉินเอ้อจู้หัวเราะเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบ
“ได้ แกรอดูไปเถิด พวกแกอย่าเสียใจทีหลัง!”
ต้องหาทางหาเงินขึ้นมาแล้วซินะ!
ตัวเองตอนนี้ ก็จนแทบหม้อทะลุแล้ว
เพราะก่อนหน้าร่างกายไม่ดี ทำงานหนักไม่ได้ ตามธรรมชาติก็หาเงินไม่ได้
เงินช่วยเหลือคนจนของตน ก็โดนผู้ใหญ่บ้านยึดไป
แต่ตอนนี้หายดีแล้ว ร่างกายฟื้นฟูแล้ว แถมยังได้รับวิชาที่เซียนสืบทอดมาให้
คิดถึงตรงนี้ เขาก็ตื่นเต้นดีใจขึ้นมา ตัดสินใจเริ่มศึกษาทันที
ใส่กุญแจประตูลานบ้าน กันไม่ให้ใครมารบกวน เขากลับเข้าห้อง นั่งขัดสมาธิตามที่บอกในวิชา หลับตาทำสมาธิ
ตามคาด เพียงชั่วครู่ เขาก็มองเห็น เจดีย์งดงามสีทองเก้าชั้นนั่น ลอยอยู่ในหว่างคิ้วของเขา
เพียงจิตใจขยับ ทันใดนั้น ทั้งตัวก็ถูกดูดเข้าไปในนั้น
เมื่อมองแจ้ง เขาก็เต็มไปด้วยความตะลึง
นี่คือห้วงอวกาศสีทองอร่าม ที่น่าตกตะลึงที่สุดคือ ภายในห้วงอวกาศนี้ มีมังกรทองศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่ง ถูกล่ามด้วยโซ่สีดำ ไร้แม้การเคลื่อนไหว ราวกับตายไปแล้ว
พลังอันน่าสะพรึงกลัวมหาศาลสายแล้วสายเล่า ไหลเวียนอยู่ภายในกายมังกรศักดิ์สิทธิ์นี้ เหลือจะพรรณนา
เฉินเอ้อจู้ตะลึงงัน
“นี่คือมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่อาจารย์เซียนทิ้งไว้ให้ข้าฝึกฝนเทวเคล็ดเทพมังกรหลอมกายหรือ? นี่...นี่มันใหญ่เกินไปแล้วกระมัง?”
มองดูรอบขอบห้วงอวกาศอีกครั้ง ตั้งตู้โบราณรูปทรงงดงามสิบใบ บนตู้ทุกใบ ล้วนจัดวางของต่าง ๆ นา ๆ
ตู้เหล่านี้ ถูกปกคลุมด้วยเกราะกำบังแสงสีทอง ยกเว้นตู้ใบแรก
เฉินเอ้อจู้รีบเดินเข้าไปใกล้ เมื่อมองดู ที่เห็นคือชุดเข็มหยก เขาดีใจล้น ควรจะเป็นเข็มหยก 81 เล่มที่ใช้แสดงเข็มทิพย์พลิกชะตากระมัง
เขาดีใจนัก มองดูจุดอื่นบนตู้บรรจุสมบัตินี้อีก นอกจากเข็มหยกชุดนี้ ยังมีตำราหยกอีกหลายเล่ม ภายในคงจะบันทึกเคล็ดวิชานานาไว้
เขาไม่ได้รีบดู แต่ตัดสินใจ เริ่มฝึกฝนเทวเคล็ดเทพมังกรหลอมกายในทันที
เทวเคล็ดเทพมังกรหลอมกายนี้ มีทั้งหมดสิบขั้น ฝึกฝนเคล็ดนี้ สามารถฝึกสร้างพลังปราณมังกรขึ้นภายในร่างได้
ส่วนพลังปราณมังกรนี้ สามารถกระตุ้นสรรพชีวิตให้กำเนิดพลัง มีชีวิตชีวาอนันต์ ช่างมีประโยชน์อัศจรรย์หาสิ่งใดเทียบมิได้
