บรรดาศิษย์สำนักพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ จางเยวี่ยนเจิ้งจึงมองไปที่อาจารย์ผู้นั้นด้วยแววตาเคลือบแคลง
อาจารย์ผู้นั้นลุกขึ้นอย่างไม่สบายใจ ยื่นกระดาษคำตอบของหลินชิงอี้ส่งให้ตรงหน้าอย่างระมัดระวังพลางกล่าวว่า "ท่านเยวี่ยนเจิ้ง จากผลการตอบคำถาม หลินชิงอี้สมควรถูกจัดให้อยู่ห้องเจี่ยจื้อ"
เมื่อตัวอักษรที่งดงามโดดเด่นปรากฏแก่สายตาของจางเยวี่ยนเจิ้ง แววตาของเขาเป็นประกายแปลกประหลาด พอพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แววตาก็เปลี่ยนจากดูแคลนเป็นยินดี
เขาคว้ากระดาษคำตอบมาพินิจอย่างละเอียดรอบหนึ่ง พยักหน้าไม่หยุด "รู้กันดีว่าบุรุษตระกูลหลินล้วนหาญกล้าเกินผู้ใด คิดไม่ถึงว่าบุตรชายคนที่สามของตระกูลหลินจะอายุน้อยเพียงนี้แต่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ทางอักษร มีความเห็นเป็นเอกลักษณ์ สมควรไปห้องเจี่ยจื้อจริงๆ"
คำพูดของจางเยวี่ยนเจิ้งทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นรอบด้าน ศิษย์สำนักบางคนมองหลินชิงอี้ด้วยความเลื่อมใส บ้างก็เต็มไปด้วยความสงสัย ยังมีผู้ที่ไม่ยอมจำนนเอ่ยปากขึ้นโดยตรง
"ผู้ที่อายุน้อยที่สุดในห้องเจี่ยจื้อก็สิบขวบแล้ว หลินชิงอี้เพิ่งแปดขวบ ได้ยินว่าเขาป่วยมาสามปี สามปีไม่เคยเข้าร่ำเรียน เหตุใดถึงเข้าไปอยู่ในห้องเจี่ยจื้อได้อย่างง่ายดายเช่นนี้"
"จริงทีเดียว บางทีคนอาจรู้ข้อสอบมาก่อน ให้คนเตรียมคำตอบไว้แล้ว"
คำพูดที่ไม่น่าฟังเหล่านี้ทำให้จางเยวี่ยนเจิ้งโกรธยิ่งนัก เขากล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "หงเหวินก่วนนั้นถามหาแต่ความสูงต่ำแห่งความรู้ หาได้ให้ความสำคัญกับฐานะไม่ ข้อสอบแต่ละครั้งเป็นอาจารย์ผู้ออกคิดขึ้นชั่วคราว เหตุใดจะมีข้อครหาว่าโจทย์รั่วไหล
พวกเราในการเสาะแสวงหาความรู้ ต้องเข้าใจหลักที่ว่ามีฟ้าอยู่เหนือฟ้า มีคนอยู่เหนือคน เมื่อพบผู้แข็งแกร่งก็ควรพากเพียรไล่ตาม หาใช่การใส่ร้ายป้ายสี"
วาจานี้ทำให้ศิษย์สำนักเหล่านั้นก้มหน้าลง หาใช่เพราะทุกคนเชื่อฟังคำของจางเยวี่ยนเจิ้ง เพียงแต่จางเยวี่ยนเจิ้งเอ่ยวาจาแล้วไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงไม่กล้าบังอาจอีก
