จักรพรรดิซู่หนิงทอดพระเนตรหลินจื้อหย่วนด้วยพระเนตรเย็นชา “หลินอ้ายชิง ขุนนางเอกกล่าวเช่นนี้จริงหรือไม่”
หลินจื้อหย่วนโน้มกายลง “ฝ่าบาท ตี๋รั่วหลัวกับบุตรีกระหม่อมมีวาสนาต้องกันอย่างยิ่ง เขามาเยือนที่บ้านบ่อยครั้งจริงพ่ะย่ะค่ะ เราปฏิสันถารกันอย่างราบรื่น ชิงอวิ๋นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา เรียกได้ว่าเป็นสหายสนิทแล้ว”
ขุนนางข้าง ๆ เอ่ยถาม “แม่ทัพหลิน ตี๋รั่วหลัวคือราชทูตโหลวหลาน ท่านก็เป็นเจ้ากรมอาญาสิทธิ์ คบหาดูใจกันเช่นนี้ ไม่เกรงคำนินทาว่าร้ายบ้างหรือ”
หลินจื้อหย่วนมีสีหน้าซื่อตรง “ท่านขุนนางไช่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร โหลวหลานมาคราวนี้ก็เพื่อขอสงบศึก ยิ่งกว่านั้น ตระกูลหลินข้าประพฤติตนตรงไปตรงมา จะใส่ใจวาจาคนอื่นไปไย”
“ถึงกระนั้น ตี๋รั่วหลัวลักขโมยสมบัติของชาติ ตระกูลหลินก็ควรตัดขาดกับเขาแต่เนิ่น ๆ บุตรชายท่านเอาความชอบทางการทหารมาบีบบังคับฝ่าบาท ช่างไม่สมควรอย่างยิ่ง” อัครมหาเสนาบดีเจิ้งมีสีหน้าเคร่งขรึม
“การกระทำของเด็กน้อยอาจบุ่มบ่ามไปบ้าง กระหม่อมได้อบรมเขาแล้ว แต่ฝ่าบาท เหตุผลเบื้องหลังที่ตี๋รั่วหลัวขโมยพระบรมสารีริกธาตุยังไม่กระจ่างชัด กระหม่อมเห็นว่าไม่อาจตัดสินประหารอย่างรีบร้อน ไม่อาจให้ผู้บริสุทธิ์ตายอย่างอยุติธรรม และไม่ควรปล่อยให้ฆาตกรที่แท้จริงลอยนวลได้”
จะช่วยชีวิตตี๋รั่วหลัว ก็ต้องถ่วงเวลาออกไปก่อน
จักรพรรดิซู่หนิงประทับบนบัลลังก์มังกรอย่างสง่าผ่าเผย พระพักตร์ไม่สะท้อนความรู้สึก ตรัสอย่างเนิบช้า
“เรื่องนี้ ฝ่าบาทตัดสินพระทัยแล้ว ชาวโหลวหลานเชื่อฟังแต่ภายนอกแต่กลับทรยศ ไม่มีคำพูดใดควรค่าแก่การไว้วางพระทัย องค์หญิงโหลวหลานถูกกักบริเวณไว้ในศูนย์รับรองชั่วคราว ตี๋รั่วหลัวก่อความผิดมโหฬาร ต้องสังหารเท่านั้น ก็ให้แม่ทัพหลินคุมเพชฌฆาตเสียเอง”