ตำบลเฟิงหลิน หมู่บ้านชิงซี หลังเขา
หนูน้อยเหนียงเหนียงวัยสามขวบมองดูเนินดินเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไร้เดียงสา บางครั้งก็ใช้มือลูบแผ่นป้ายที่ทำจากบานประตูเก่าหน้าเนินดิน
ชาวบ้านล้วนรู้สึกสะเทือนใจ ยายจางเป็นคนเร่ร่อนขอทานมายังหมู่บ้านชิงซีเมื่อสามปีก่อน
ตอนนั้นเหนียงเหนียงยังเป็นทารกอยู่ในผ้าห่อตัว บัดนี้เหนียงเหนียงเพิ่งสามขวบ ยายจางกลับจากไปแล้ว ต่อไปเด็กคนนี้จะอยู่อย่างไรเล่า
มีป้าผู้ใจดีปลอบเหนียงเหนียงว่า "หนูน้อย หากเจ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถิด"
เหนียงเหนียงรู้สึกแปลกใจ ยายถูกพี่สาวเซียนรับตัวไป บอกว่าจะพาไปเกิดในครอบครัวที่ดี ภายภาคหน้าจะไม่อดอยากอีก เหนียงเหนียงยินดีเสียจนไม่ทันแล้ว เหตุใดต้องร้องไห้ด้วย
มองดูเหนียงเหนียงยิ้มร่าอย่างมีความสุขตรงหน้าสุสานใหม่ ชาวบ้านต่างทอดถอนใจเป็นทอดๆ "เหนียงเหนียงยังเล็กนัก กระทั่งความตายยังไม่รู้ว่าคืออะไร มิน่าถึงไม่เศร้าโศกเลย"
ป้าเฉินในหมู่บ้านดึงเหนียงเหนียงพลางกล่าวว่า "เหนียงเหนียง ยายของเจ้าจากไปแล้ว ภายหน้าเจ้าอยู่กับข้าก็แล้วกัน"
ป้าโจวพูดอย่างเย็นชาว่า "เจ้าผู้เป็นหญิงม่ายเลี้ยงลูกสองคนก็ยากแค้นพออยู่แล้ว ยังจะมีปากท้องเพิ่มอีก อย่าให้เหนียงเหนียงต้องอดตายเลย"
"แต่จะไม่สนใจเหนียงเหนียงได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะนาง ลูกทั้งสองของข้าคงตายไปแล้ว" ป้าเฉินพูดพลางเริ่มเช็ดน้ำตา ป้าโจวก็มีขอบตาร้อนผ่าวเช่นกัน
ในที่สุด นายกองหมู่บ้านก็เอ่ยปาก "เหนียงเหนียงเป็นผู้มีพระคุณใหญ่ยิ่งของหมู่บ้านเรา ให้แต่ละบ้านแบ่งคนละคำ สักวันก็เลี้ยงนางจนเติบใหญ่ได้"
ผู้คนพลอยพากันเห็นด้วย "นายกองพูดได้อย่างรอบคอบ เอาเช่นนี้เถิด"
ทุกคนอภิปรายกันอย่างดุเดือด แต่ตัวละครเอกในเหตุการณ์กลับทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับตน เหนียงเหนียงมีแผนอยู่แล้ว
คืนนั้น หลังจากชาวบ้านเข้านอนหมด เหนียงเหนียงก็เริ่มจัดเก็บข้าวของ ท้องฟ้ามืดสนิท นางโบกมือน้อยๆ "พระจันทร์ พระจันทร์ มาให้แสงสว่างแก่ข้าที"
พระจันทร์ราวกับเข้าใจคำพูดจริงๆ ขยับเข้าใกล้กระท่อมโทรมของเหนียงเหนียง ห้องก็สว่างขึ้นทันที
"สิ่งนี้ สิ่งนี้ แล้วก็สิ่งนี้" เหนียงเหนียงพึมพำคนเดียว ค่อยๆ เก็บของใส่ห่อผ้าใบเล็กของตน ในที่สุด นางหยิบผ้าห่อตัวทารกเนื้อละเอียดออกมาจากตู้แล้วใส่ลงไป ริมฝีปากพึมพำว่า "สิ่งนี้เป็นของที่แม่ให้มา เอาไปด้วย"
หลังจากจัดห่อผ้าใบเล็กเสร็จ เหนียงเหนียงก็หยิบถ่านไม้จากเตาไฟมาขีดเขียนบนพื้น ไม่กี่เส้นก็เห็นรูปร่างเลือนรางเป็นชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคน จูงมือเด็กหญิงตัวน้อย
สุดท้าย เหนียงเหนียงก็วาดจุกผมสูงตั้งชี้ฟ้าเหมือนของตนเหนือศีรษะเด็กหญิง แล้วกล่าวอย่างพึงพอใจว่า "เช่นนี้ ทุกคนก็จะรู้ว่าข้าไปตามหาแม่แล้ว ไม่เป็นกังวลนัก"
ในที่สุด เหนียงเหนียงก็โบกมือน้อยๆ ครั้นกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "เสี่ยวชุ่ย พวกเราไป"
นกสีเขียวตลอดทั้งตัวก็บินมาเกาะที่ไหล่ของเหนียงเหนียง ส่งเสียงจิ๊บๆ
ทั้งที่ไม่มีลมเลยแม้แต่น้อย ดอกไม้และต้นไม้ในหมู่บ้านกลับพลิ้วไหว นก กระรอก แม้กระทั่งจิ้งหรีดและไส้เดือนก็พากันออกมา โชคดีที่ชาวบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นภาพเช่นนี้คงทำให้คนตกใจตายได้
เหนียงเหนียงโบกมือให้กับดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์น้อยใหญ่เหล่านั้น "ไม่ต้องมาส่งแล้ว ช่วยดูแลทุกคนให้ดีด้วยนะ"
เด็กหนึ่งคนกับนกหนึ่งตัวออกจากหมู่บ้านท่ามกลางแสงจันทร์ ครึ่งทางเดินเหนื่อยก็พบโพรงไม้นอนหลับ เมื่อตื่นขึ้น พบว่าโพรงไม้ถูกใบไม้ใหญ่ปกคลุมอย่างมิดชิดไร้รอยต่อ
เหนียงเหนียงยืดเส้นยืดสายอย่างสบายใจ ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร "มิน่าล่ะจึงอบอุ่นนัก ที่แท้มีคนมาส่งผ้าห่มให้ข้า"
เช่นนี้เอง ตลอดทาง หากหิวก็มีผลไม้ร่วงหล่นจากต้นไม้มาตามเอง หากกระหายก็มีน้ำหวานในดอกไม้ หากหนาวก็มีผ้าห่มต่างๆ ที่สัตว์น้อยนำมาให้ เหนียงเหนียงก้าวขาสั้นๆ มุ่งสู่เมืองหลวงอย่างแน่วแน่
ยายเคยบอกว่า นางถูกเก็บได้ที่เมืองหลวง ครอบครัวของนางต้องอยู่ในเมืองหลวงแน่
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าอันระส่ำระสายดังมาจากด้านหน้า จากนั้นรถม้าคันหนึ่งก็วิ่งตรงเข้ามาหาเหนียงเหนียง ถังหว่านฉิงบนรถซึ่งตื่นตระหนกมองผ่านหน้าต่างเห็นเหนียงเหนียง จึงตะโกนเสียงขาดใจว่า "เด็กน้อย หลบไป หลบไป"
นางซึ่งเดิมก็อ่อนแออยู่แล้ว เสียงนี้ประหนึ่งสูบเอาพลังทั้งหมดที่มีจนหมด
เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงกำลังจะเสียชีวิตอยู่ใต้กีบม้า เหนียงเหนียงกลับยื่นมือออก แล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า "ม้าใหญ่ หยุดเถิด หยุดเถิด"
"เด็กน้อย..." ถังหว่านฉิงหลับตาลง ไม่กล้าดูภาพเบื้องหน้า แต่ม้ากลับค่อยๆ หยุดลง
สาวใช้ชิวเยวี่ยกล่าวด้วยความดีใจว่า "ฮูหยิน ฮูหยิน รถม้าหยุดแล้ว"
"รีบไปดูว่าเด็กได้รับบาดเจ็บหรือไม่" เสียงของถังหว่านฉิงอ่อนล้า
ชิวเยวี่ยเปิดม่านรถออก เห็นเพียงมือเล็กๆ ของเด็กหญิงกำลังลูบใบหน้าของม้าอย่างอ่อนโยน พลางเปล่งเสียงอ่อนหวานว่า "ม้า เจ้าช่างดีเหลือเกิน"
ม้าที่เมื่อครู่ยังบ้าคลั่ง มาบัดนี้กลับมีสีหน้าสุขสบาย
เพียงมองเด็กหญิงแวบหนึ่ง ถังหว่านฉิงก็ถูกนางดึงดูดอย่างลึกซึ้ง ใบหน้าของเด็กคนนี้ช่างเหมือนกับสามีหลินจื้อหย่วนประหนึ่งออกมาจากเบ้าหลอกเดียวกัน ทำให้นางรู้สึกถึงความสนิทสนมที่อธิบายไม่ถูก
เหนียงเหนียงเข้าใจว่าถังหว่านฉิงถูกทำให้ตกใจ จึงรีบส่งเสียงปลอบ "คุณน้า ม้าตัวนี้เจ็บนะ มันไม่ได้ตั้งใจ เจ้าอย่าโทษมันเลยได้ไหม"
คำพูดทำให้หัวใจของถังหว่านฉิงแทบละลาย เด็กคนนี้ช่างมีจิตใจดีงามนัก
ถังหว่านฉิงรีบดึงสติกลับมา เป็นแน่ที่ตนคิดถึงสามีมากเกินไป จึงมองใครก็เหมือนสามีไปหมด นางโบกมือเรียกเหนียงเหนียง "เด็กน้อย ในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ เหตุใดเจ้าจึงอยู่ตามลำพังเล่า ผู้ใหญ่ของเจ้าอยู่ที่ไหน"
"ยายตายแล้ว เหนียงเหนียงจะไปตามหาแม่ที่เมืองหลวง" เหนียงเหนียงกระพริบตาโต พูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
คำพูดเรียบง่าย กลับทำให้หัวใจของถังหว่านฉิงบีบแน่นอีกครั้ง เด็กคนนี้ก็ช่างน่าสงสาร ในฐานะแม่คน ย่อมทนเห็นเด็กต้องทุกข์ยากที่สุด
หลังจากถามไถ่ ทราบว่าเด็กคนนี้มีเพียงยายผู้ล่วงลับเป็นญาติคนเดียว ถังหว่านฉิงจึงเกิดความเมตตา อย่างไรตนจะกลับเมืองหลวงอยู่แล้ว ก็ให้นางตามไปด้วยเป็นเพื่อนก็แล้วกัน
นางถามอย่างอดทนว่า "เจ้าเรียกว่าเหนียงเหนียงหรือ คุณน้าก็จะกลับเมืองหลวง เจ้ายินดีไปด้วยกันกับข้าหรือไม่"
"ดีเลยๆ ได้นั่งรถม้าแล้ว" เหนียงเหนียงดีใจจนกระโดดโลดเต้น
ใบหน้ายิ้มแย้มอันสดใสของเหนียงเหนียงเหมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อย ถังหว่านฉิงรู้สึกว่าอารมณ์ของนางก็สดใสขึ้นหลายส่วน
เมื่อครู่ม้าอาละวาด คนขับรถม้าแก่หวู่ไม่กล้าบังอาจขับต่อไป จึงให้ถังหว่านฉิงลงจากรถเพื่อพักผ่อนสักครู่ หยิบแส้ขึ้นมาจะสั่งสอนม้าตัวโตนั้น เหนียงเหนียงก้าวขาสั้นๆ เข้าไปขวาง จับมือของแก่หวู่แล้วกล่าวว่า "ท่านลุง ลงมือตีม้าไม่ได้นะ ไม่ได้"
มองดูเด็กน้อยร้อนใจจนน้ำตาคลอ ถังหว่านฉิงก็พลอยร้อนใจตาม แต่นางเองก็อ่อนล้าจากการเดินทางทั้งวัน และยังถูกทำให้ตกใจอีก ยามนี้ร้อนใจขึ้นอีก จึงพูดไม่ออก ได้แต่ไอไม่หยุด
ชิวเยวี่ยมองเจตนาของฮูหยินออกในทีเดียว จึงรีบอธิบายว่า "เหนียงเหนียง ม้าตัวนี้เมื่อครู่เกิดคลุ้มคลั่งอย่างไร้เหตุ ไม่สั่งสอนมันเสียหน่อย อีกประเดี๋ยวมันก็ดื้ออีกแล้ว ลุงแก่หวู่รู้ว่าควรทำอย่างไร"
"ม้าเป็นเพราะเจ็บ" เหนียงเหนียงพูดอย่างร้อนใจ เห็นได้ชัดว่านางรู้ว่าคนเหล่านี้ล้วนฟังถังหว่านฉิง จึงวิ่งไปตรงหน้าถังหว่านฉิงแล้วดึงชายเสื้อของนางกล่าวว่า "คุณน้า ม้าเจ็บนะ"
ถังหว่านฉิงขมวดคิ้ว "เจ้าหมายความว่าม้าเป็นเพราะเจ็บจึงคลุ้มคลั่งอย่างนั้นหรือ"
"อื้มๆ" เหนียงเหนียงพยักหน้าน้อยๆ ราวกับลูกเจี๊ยบจิกเมล็ดข้าว
แก่หวู่ได้ยินเช่นนั้นจึงตรวจสอบทั่วทั้งตัวของม้าอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบอะไรเลย
เขากล่าวอย่างเคารพว่า "เกรงว่าเด็กคนนี้จะมีจิตใจดีงาม ทนดูม้าถูกตีไม่ได้จึงพูดไปเช่นนั้น ม้านี้ไม่มีอะไรผิดปกติเลย"
สิ้นคำของเขา เหนียงเหนียงก็ยืนอยู่ตรงหน้าม้า กระทืบเท้าด้วยความโกรธแล้วกล่าวว่า "ไม่จริงเลย"