ทางด้านนั้น ครั้นนั่วนั่วสั่งความกับท่านพี่ทั้งสองเสร็จแล้ว ก็ให้พ่อบ้านนำทางไปยังสวนเหมย
ถึงสวนเหมย พ่อบ้านก็ตกใจ ในสวนเหมยอันกว้างใหญ่กลับเนืองแน่นไปด้วยเหล่าสัตว์ป่า
เพื่อจะได้เห็นโฉมหน้าของนั่วนั่ว แต่ละตัวต่างแย่งชิงเบียดเสียดมาด้านหน้า สัตว์ที่ไม่เคยวิวาทกันมาก่อนยามนี้กลับตาแดงก่ำ บ้างใช้เท้ากระทืบ บ้างใช้เขาขวิด ใกล้จะใช้ปากกัดกันแล้ว
“โอย ๆ องค์หญิงอยู่ทางนี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงกลับมาตีกันเสียเล่า หยุดเดี๋ยวนะ” พ่อบ้านรีบห้าม แต่สัตว์ที่ตาแดงก่ำเหล่านั้นจะยอมฟังที่ไหน ยังคงไม่ยอมหลีกทางให้กัน
นั่วนั่วทำหน้ามุ่ยกล่าว “ห้ามตีกัน เชื่อฟัง ยืนให้เรียบร้อย”
เพียงคำพูดแผ่วเบาเช่นนั้น สัตว์เหล่านั้นก็หยุดลงจริง ๆ และยืนอย่างสงบเสงี่ยม
พ่อบ้านอดทึ่งไม่ได้ “องค์หญิงช่างเก่งกาจนัก พวกตัวเล็กเหล่านี้ฟังคำของท่านยิ่งนัก”
นั่วนั่วยิ้มอย่างได้ใจ “ท่านปู่พ่อบ้าน ท่านไปก่อนเถิด ข้ามีธุระจะพูดกับสหายของข้า”
“องค์หญิงอยู่ตามลำพังกับสัตว์เหล่านี้เกรงว่าไม่เหมาะนัก ให้บ่าวชราผู้นี้รออยู่ใกล้ ๆ เถิด จะไม่รบกวนองค์หญิง”
พ่อบ้านทูลด้วยความระมัดระวัง ตลอดชีวีนี้เพิ่งถูกองค์หญิงเลือกให้ติดตามเป็นครั้งแรก จะกล้าทิ้งองค์หญิงไว้ตามลำพังในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรดอก พวกมันคือสหายของข้า ท่านไปเถอะ” นั่วนั่วยืนกรานเช่นนี้ พ่อบ้านจึงจำต้องถอยออกมา
ในใจแอบทึ่งยิ่งนัก องค์หญิงน้อยผู้นี้หาใช่คนธรรมดาไม่
กล่าวถึงนั่วนั่วยามนี้นั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้า ในมือถือกิ่งไม้เล็ก ๆ เริ่มอบรมคน มิใช่ อบรมสัตว์แล้ว
