โชคดีที่นั่วนั่วตอบสนองรวดเร็ว โคมตกลงมาตรงอ้อมอกนางพอดี นั่วนั่วประคองโคมไว้อย่างระมัดระวัง พึมพำกับตัวเองว่า “เจ้าโคมน้อย เจ้าไม่เป็นไรนะ?”
เหตุไม่คาดฝันนี้ทำให้ท่านลุงโคมไฟตกใจเช่นกัน เขาถลึงตาใส่จิ้งซูแล้วตำหนิว่า “แม่หนูเอ๋ย ข้าตั้งใจให้เจ้าร่วมเล่นด้วย เหตุใดจึงทำเช่นนี้ โคมนี้เป็นสมบัติสืบทอดตกหล่นเสียหายแล้วจะทำอย่างไร”
“ไอ้เฒ่า ถือโคมเก่าๆ มาอวดอ้างพูดจาเกินจริง บอกว่าแยกแสงแยกเงาได้ ช่างเหลวไหลสิ้นดี”
จิ้งซูพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงอุทานด้วยความทึ่งของนั่วนั่ว “ว้าว งามเหลือเกิน สีสันมากมายรวมอยู่ด้วยกัน งดงามยิ่งนัก”
ท่านลุงโคมไฟดีใจ เอ่ยถามอย่างรอไม่ไหว “เด็กน้อย เจ้ามองเห็นกี่สี?”
“รอข้านับก่อนนะ” นั่วนั่วตอบพลาง ดวงตายังจับจ้องโคมนั้นไม่วางตา
“แดง เหลือง น้ำเงิน ขาว ม่วง เขียวฟ้า ทองอร่าม เทา เขียว... นั่วนั่วนับไม่ถ้วนแล้ว”
นั่วนั่วตื่นตะลึงไปกับภาพตระการตาตรงหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ามองเห็นสีมากขนาดนี้เชียวรึ?” ท่านลุงโคมไฟตกตะลึงจนพูดไม่ออก
พึงรู้ว่าตนเองนั้นมองเห็นเพียงสามสีคือ แดง แสด และน้ำเงิน กล่าวกันว่าผู้มีพรสวรรค์สูงสุดก็เห็นเพียงสี่สีเท่านั้น เด็กหญิงผู้นี้ช่างเป็นผู้ถูกสวรรค์เลือกโดยแท้
จิ้งซูทำทีไม่แยแส “นางบอกว่ามีสีตั้งมากมายพวกเจ้าก็เชื่อ อาศัยเพียงปากพูดก็เท่านั้น”
