เห็นสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าหลินยิ่งหม่นหมองลงอีก หรูเหม่ยก็ยินดีอย่างยิ่งในใจ จึงกล่าวต่อว่า “ท่านพี่สะใภ้เป็นผู้รู้กาลเทศะยิ่งนัก เพียงแค่คลุกคลีกับเด็กนี่แค่วันเดียวก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ถึงกับให้พวกเราปรนนิบัติเด็กป่าที่ไม่รู้ที่มาที่ไปนี่เยี่ยงคุณหนู ทั้งยังบอกว่าจะ…”
พูดมาถึงตรงนี้ หรูเหม่ยแสร้งทำเป็นอึกอักลังเล รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลินกริ้ว แล้วจึงค่อยทำสีหน้าหวาดหวั่นกล่าวว่า “ท่านพี่สะใภ้ยังบอกอีกว่าจะปรนนิบัตินางเช่นเดียวกับคุณชายสาม ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ ท่านพี่สะใภ้เป็นคนจิตใจดีงาม แต่ในจวนแม่ทัพไม่มีผู้ใดมาแทนที่คุณชายสามได้”
หลินชิงอี้คือดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าหลิน และเป็นทายาทเพียงผู้เดียวของตระกูลหลิน คำพูดของหรูเหม่ยนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการยกให้นั่วนั่วขึ้นไปเป็นศัตรูกับหลินชิงอี้
ถังหว่านฉิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นไม่รู้เลยสักนิดถึงคำพูดของหรูเหม่ย เมื่อเห็นมารดาสามีใช้สายตาเฉียบขาดเยี่ยงนั้นจ้องมองนั่วนั่ว ก็รู้ว่ามารดาสามีเข้าใจผิดเสียแล้ว
จึงรีบอธิบายเสียงต่อเนื่องว่า “ท่านแม่ ท่านเข้าใจนั่วนั่วผิดแล้ว หากมิใช่นางปราบม้าที่ตื่นตระหนกเมื่อหลายวันก่อนได้ ลูกสะใภ้คงสิ้นชีวิตไปนานแล้ว นั่วนั่วเป็นผู้มีพระคุณที่ลูกสะใภ้พบเจอระหว่างออกนอกจวนครั้งนี้เจ้าค่ะ”
เวลานี้ เสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งดังขึ้น “เด็กตัวเล็กแค่นี้สามารถปราบม้าที่ตื่นตระหนกได้ คุณหนูนั่วนั่วช่างมีความสามารถสูงส่งจริงๆ มิน่าเล่าท่านอาสะใภ้ใหญ่ถึงยกฉีเสียย่วนให้นางพัก”
ผู้พูดคือหลินรั่วเซวียนบุตรสาวของหรูเหม่ย จวนแม่ทัพมีสมาชิกน้อยนิด หลินจื้อเฉิงและหรูเหม่ยสามีภรรยาแม้จะเป็นสายรอง แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินและถังหว่านฉิงก็ปฏิบัติต่อพวกเขาดั่งญาติสนิท ดังนั้นหลินรั่วเซวียนจึงถูกเลี้ยงดูเยี่ยงคุณหนูอย่างทะนุถนอมในจวนแม่ทัพ
