ในฐานะผู้กำกับกรมโหรหลวง การจัดการศิลามังกรเป็นหน้าที่ที่เหวินเจิงไม่อาจปฏิเสธ ทว่ากลับจนปัญญา
ได้แต่หันไปมองก้อนแป้งน้อยวัยสามขวบครึ่ง "นั่วนั่ว เจ้าพอจะมีวิธีใดบ้างหรือไม่ ที่จะทำให้ศิลามังกรเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อชะตาบ้านเมืองของต้าหวานอีก"
เมื่อรู้ว่าศิลามังกรก่อหายนะมากมาย ทั้งยังคร่าชีวิตคนและสัตว์ไปไม่น้อย นั่วนั่วก็โศกเศร้ายิ่งนัก
นางสามารถทำให้ศิลามังกรกลิ้งกลับสู่ห้วงลึกแดนอเวจีได้อย่างว่าง่าย แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้แคว้นต้าหวานได้รับผลกระทบ
นั่วนั่วขมวดคิ้ว แดนอเวจีคือขุมนรกเยือกแข็งอันมืดมิด หากศิลามังกรที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายมังกรกลับสู่อเวจี เกิดทำให้แคว้นต้าหวานถูกแช่แข็งไปด้วยจะทำเช่นไร
นี่คือสิ่งที่เหวินเจิงกังวล
นั่วนั่วจ้องศิลามังกรทั้งเก้าก้อนอย่างไม่ละสายตา ไอเย็นจากพวกมันทำให้ผู้คนในวังหลวงต้องสวมเสื้อกันหนาวอย่างหนา ทว่านั่วนั่วกลับไม่รู้สึกหนาวแม้แต่น้อย
นางได้ยินก้อนหินก้อนหนึ่งสั่นสะท้านกล่าวว่า "บรรพสตรีน้อยนี่จ้องพวกเราทำไมกัน น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก"
อีกก้อนเสริมขึ้นว่า "แท้จริงนางมีที่มาอย่างไร เห็นชัดว่าเป็นร่างมนุษย์ แต่เพียงนางมายืนตรงหน้า ข้าก็รู้สึกหวาดกลัว ราวกับนางมีสิ่งซึ่งยับยั้งพวกเราติดตัวมาด้วย"
ศิลามังกรก้อนที่ถูกค้นพบเป็นก้อนแรกเอ่ยปาก "ข้าเองก็มิอาจหยั่งรู้ที่มาของนาง แสงศักดิ์สิทธิ์บนกายนางก็ถูกเก็บกด ทว่ายังคงสัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่นั้นได้ โชคดีที่ปัญญาญาณของนางยังไม่เบ่งบาน มิเช่นนั้น เลือดเพียงหยดเดียวก็ทำให้พวกเรามลายสูญสิ้นได้"
นั่วนั่วฟังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พวกมันพูด แต่วาจาสุดท้ายนั้นนางเข้าใจดี เจ้าพวกนี้เกรงกลัวเลือดของนาง
นางดีใจจนไปกระตุกแขนเสื้อของเหวินเจิง "ท่านลุง ข้าคิดว่าข้าพอรู้วิธีรับมือพวกมันแล้วเจ้าค่ะ"
ว่าแล้ว นั่วนั่วก็ยื่นนิ้วหนึ่งออกมา พลางกะพริบตาโต ใบหน้าทั้งหวาดกลัวทั้งฝืนแสดงความกล้าหาญกล่าวว่า "ท่านลุง ท่านเบามือนะเจ้าคะ"
