“เจ้าหมายความว่าเซียวเหลาซื่อคือท่านพ่อบุญธรรม” นั่วนั่วสับสนไปหมด มิน่าล่ะท่านพ่อบุญธรรมถึงได้หวาดกลัวเพียงนั้น
“แย่แล้ว ข้ายังให้ท่านแม่บุญธรรมจัดการเซียวเหลาซื่ออย่างหนักเลย ที่แท้ท่านพ่อบุญธรรมให้ข้ามาเกลี้ยกล่อมท่านแม่บุญธรรมต่างหาก” เมื่อรู้ตัวว่าก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว นั่วนั่วก็อดหวาดหวั่นไม่ได้
เซียวจิ่งหมิงมองโลกในแง่ดี “ท่านพ่อเป็นฮ่องเต้ ไม่มีเรื่องใดหรอก”
“เหล่าลิ่วเอ๋ย พวกเราควรเป็นห่วงเสด็จแม่มากกว่า” เซียวจิ่งช่านคราวนี้หัวไวเป็นพิเศษ “เจ้าเคยเห็นใครกล้าเอ่ยวาจาดังใส่ท่านพ่อแล้วยังอยู่ดีหรือไม่”
“เช่นนั้นจะรออะไรอีก ไปช่วยท่านแม่บุญธรรมเถิด” นั่วนั่วที่ถูกสะกิดให้ตื่นรู้ร้อนใจยิ่งกว่าใคร หมุนตัววิ่งออกไปทันที
“นั่วนั่ว เจ้าช้าลงหน่อย” ไท่จื่อร้องพลางเร่งฝีเท้าตามไป
ทั้งสี่คนมาถึงตำหนักไท่จี๋อย่างรีบเร่ง ในตำหนักเงียบสงัดอย่างประหลาด ไม่มีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติแม้แต่คนเดียว แม้แต่หวังต้าเจียนก็ไร้วี่แวว
ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นปราดเข้าสู่จิตใจของไท่จื่อ ดูท่าท่านพ่อจะกริ้วโกรธจริง ๆ ถึงได้ขับไล่ทุกคนออกไป เช่นนั้นเสด็จแม่...
“ท่านแม่บุญธรรม นั่วนั่วมาช้าไปแล้ว” ขาสั้น ๆ ของนั่วนั่ววิ่งไม่เร็ว ตกลงมาอยู่รั้งท้าย
เซียวจิ่งช่านร่างกายแข็งแรง ภายใต้การดูแลอย่างดีของฮองเฮา บัดนี้ตัวสูงกว่าไท่จื่อตั้งครึ่งศีรษะ จึงวิ่งได้เร็วที่สุด ตอนแรกยังลังเลอยู่ชั่วครู่ พอได้ยินนั่วนั่วพึมพำเช่นนั้น ก็ไม่สนใจอะไรอีก ยกเท้าขึ้นถีบประตูเปิดออก
“เสด็จแม่ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” หลังจากตะโกนจบ ทั้งสามคนถึงพบว่าฮ่องเต้และฮองเฮากำลังโอบกอดกันอย่างแนบชิด ทั้งสามอยากหาช่องในแผ่นดินแทรกตัวหนีเสียเดี๋ยวนั้น ชั่วขณะหนึ่งจะเข้าไปก็ไม่ใช่ จะถอยออกมาก็ไม่เชิง