ฮูหยินอัครมหาเสนาบดียิ้มมุมปากกล่าวว่า “ฝูหยงน่าจะสิบห้าแล้วสินะ เคยสูขอหรือยัง นางงามมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้คงเป็นสาวงามแล้ว”
นางรักเด็กในบ้านพี่ชายดั่งลูกแท้ ๆ ทะนุถนอมประหนึ่งแก้วตาดวงใจ
หลายปีนี้แม้อยู่ไกล แต่ข้าวของก็ส่งไปหย่งอานไม่เคยขาด
หากเด็กน้อยไร้เดียงสาก็ว่าไปอย่าง แต่นางเมิ่งฝูหยงเห็นเยว่เอ๋อถูกทำร้ายกับตา กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หลายปีมานี้ช่างเสียแรงรักเปล่า
คุณนายเสวี่ยและฮูหยินเมิ่งตอนนี้แอบประชันกันเงียบ ๆ ทั้งสัญญาหมั้นของสองตระกูลก็ไม่เคยประกาศให้ชัดแจ้ง ฮูหยินเมิ่งจึงโพล่งออกไปว่า “ฝูหยงยังเล็กอยู่ ข้าอยากเก็บไว้กับตัวอีกสักสองสามปี”
ฮูหยินอัครมหาเสนาบดีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ข้ายังคิดว่าตอนนี้ในเมืองหลวงบุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถมากมาย นับเป็นเวลาดีสำหรับการเจรจาสู่ขอเสียอีก”
กล่าวแล้ว ฮูหยินอัครมหาเสนาบดีก็แสร้งทำหน้าแปลกใจ “ท่านพี่สะใภ้ หรือว่าท่านจะส่งฝูหยงมาเข้ารับการคัดเลือกสาวงามกัน”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ฝูหยงแม้แต่การคัดเลือกเบื้องต้นในระดับเมืองก็ยังไม่ได้สมัครเลย” คุณนายเสวี่ยแม้จะเป็นคนชอบดูถูกคนอื่น รังเกียจฐานะตระกูลเมิ่ง แต่ถ้าจะถอนหมั้น ก็ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ยปากก่อนสิ นางเมิ่งฝูหยงอยากปีนกิ่งไม้สูงไปคัดเลือกสาวงาม ฝันไปเถอะ
“ไม่ได้สมัครจะเป็นไรไป เพื่อป้องกันไม่ให้ขุนนางท้องที่ผูกขาด กระทรวงพิธีการจะสำรองที่ไว้จำนวนหนึ่งทุกปี ถ้าตรงตามเงื่อนไขและสมัครใจเข้ารับการคัดเลือก ก็มีโอกาสเข้าร่วม”
ฮูหยินอัครมหาเสนาบดีรอให้แม่นมคนสนิทของตนกล่าวจบ ถึงได้ตวาดขึ้นว่า “ทำไมถึงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นายพูดอยู่ เป็นที่ของเจ้าหรือถึงได้สอดปาก ไปรับโทษด้วยตัวเอง”