อวี๋เป่ยเฉินเองก็คาดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของฉินซื่อจื่อจะรุนแรงถึงเพียงนี้ ถูกตีโดยไร้สาเหตุ ในใจเขาย่อมมีโทสะ แต่มิใช่ครั้งแรกเสียแล้ว
เมื่อเห็นหน้าของฉินซื่อจื่อบวมเป่งขึ้นมา อวี๋เป่ยเฉินจึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉินซื่อจื่อ ข้ายกโทษให้เจ้าแล้ว”
นั่วนั่วได้ยินจึงหยุดมือน้อย ๆ ฉินเยว่ก็หยุดมือตาม
เขากุมใบหน้าที่แดงบวม รู้สึกทั้งอัปยศและเจ็บใจ พลางร่ำร้องว่า “ท่านพี่จ้าว จะปล่อยให้หลินชิงอี้กับพวกได้เปรียบไม่ได้”
จ้าวเหิงรู้สึกเพียงว่าช่างไร้เหตุผล เมื่อครู่ยังตบหน้าตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ตอนนี้กลับมาโวยวายอีก
แต่ว่าฉินเยว่ทำให้พวกตนขายหน้าจริง ๆ การประลองครั้งนี้ พวกเขาสูญเสียทั้งหน้าตาและศักดิ์ศรี ต้องหาทางเรียกคืนมาให้ได้
เขามองไปที่หลินชิงอี้ เอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “คาดไม่ถึงว่าคุณชายหลินจะยิงธนูได้ดีเพียงนี้ ไม่ทราบว่ากล้าพอจะมาแข่งกับข้าอีกสักยกหรือไม่”
“คุณชายจ้าวต้องการแข่งขันสิ่งใด” หลินชิงอี้มองจ้าวเหิงอย่างเย็นชา ช่วงนี้ พอถึงวันหยุดเขาก็ไปฝึกฝนวรยุทธ์กับท่านยาย ที่สำนักก็หมั่นฝึกฝน วิชายุทธ์ก้าวหน้าขึ้นมาก บวกกับมีนั่วนั่วอยู่ด้วย จิตใจของเขาจึงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“แข่งขันขี่ม้า คุณชายหลินกล้าหรือไม่” น้ำเสียงของจ้าวเหิงเต็มไปด้วยการยั่วยุ
“คุณชายจ้าวต้องการแข่งขันอย่างไร” หลินชิงอี้จ้องแววตาของจ้าวเหิง ถามอย่างเน้นทีละคำ
“ย่อมเป็นกฎเดิม อ้อมลานประลองหนึ่งรอบ ใครหยิบธงแดงนั่นได้ก่อนก็ชนะ” จ้าวเหิงอธิบายอย่างหงุดหงิด แม้แต่กฎการขี่ม้ายังไม่รู้ หลินชิงอี้ย่อมไม่กล้ารับคำท้า
